เปิดไทม์ไลน์มหากาพย์ “วอเตอร์ฟร้อนท์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์” โครงการคอนโดหรู 53 ชั้นริมอ่าวพัทยา ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 16 ปี ตั้งแต่การออกใบอนุญาตก่อสร้างเมื่อปี 2551 ก่อนถูกสั่งระงับ ถูกสั่งรื้อถอน และกลายเป็นคดีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดอดีตนายกเมืองพัทยาและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดศาลวินิจฉัยว่าการออกใบอนุญาตมีความผิดตาม ม.157 แต่คดีขาดอายุความ ขณะเดียวกันเมืองพัทยายังรอกรมที่ดินชี้ขาดปมเอกสารสิทธิ์ ก่อนตัดสินอนาคตของอาคารว่าจะรื้อถอนหรือดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
กลายเป็นอีกหนึ่งมหากาพย์คดีใหญ่ของเมืองพัทยาที่ลากยาวมานานกว่า 16 ปีค่ะ สำหรับโครงการ “วอเตอร์ฟร้อนท์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์” คอนโดมิเนียมหรูริมอ่าวพัทยา บริเวณท่าเรือแหลมบาลีฮาย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โครงการนี้มีขนาดความสูง 53 ชั้น จำนวน 312 ห้อง ราคาห้องชุดในขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 4-12 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ 1 งาน 83 ตารางวา โดยบริษัท บาลีฮาย จำกัด เป็นผู้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับเมืองพัทยา
จุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2551 บริษัท บาลีฮาย จำกัด ได้ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 และต่อมา “นายอิทธิพล คุณปลื้ม” ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา ได้ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร แบบ อ.1 เลขที่ 700/2551 ลงวันที่ 10 กันยายน 2551
ในช่วงเวลานั้น มีการยื่นเอกสารประกอบการขออนุญาตหลายรายการ ทั้งเอกสารสิทธิ์ที่ดิน แบบแปลนอาคาร และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ทำให้โครงการได้รับอนุญาตให้เดินหน้าก่อสร้าง แต่ต่อมาโครงการนี้เริ่มกลายเป็นประเด็นใหญ่ เพราะถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องการออกใบอนุญาต ความถูกต้องของพื้นที่ การบดบังภูมิทัศน์เขาพัทยา รวมถึงการก่อสร้างที่ถูกระบุว่าผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตปี 2557 นายอิทธิพล คุณปลื้ม ได้มีคำสั่งระงับการก่อสร้างอาคาร โดยระบุว่าไม่ต่อใบอนุญาตก่อสร้างในรอบที่ 3 เนื่องจากพบว่ามีการก่อสร้างผิดแบบตั้งแต่ฐานราก รวมถึงช่องลิฟต์ และบันไดหนีไฟ

ต่อมาในปี 2559 ทางโครงการได้แจ้งต่อเมืองพัทยาว่า พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยเสนอแนวทางลดความสูงของอาคารลง 8 ชั้น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่คัดค้าน เพราะตัวอาคารถูกมองว่าบดบังภูมิทัศน์ และตั้งขวางแนวอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
อย่างไรก็ตาม เมืองพัทยาไม่ได้ออกใบอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างต่อ และได้มอบหมายให้นิติกรเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัท บาลีฮาย จำกัด ใน 2 ข้อหา คือ ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น และบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณเชิงเขา
ในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มผู้ซื้อห้องชุดก็เริ่มรวมตัวเรียกร้องสิทธิ ก่อนที่โครงการจะยื่นขอฟื้นฟูกิจการในปี 2561 หลังมีภาระหนี้กว่า 2.39 พันล้านบาท แต่ศาลไม่รับคำร้อง
ปี 2560 “นายอภิชาต วีรปาล” รองนายกเมืองพัทยา ซึ่งมาจากการแต่งตั้งในช่วง คสช. ได้ลงนามคำสั่งเมืองพัทยาให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 365 วัน

ต่อมาในปี 2563 “นายสนธยา คุณปลื้ม” นายกเมืองพัทยาในขณะนั้น ได้ลงนามคำสั่งออกประกาศเชิญชวนให้ภาคเอกชนร่วมเสนอราคาและวิธีการรื้อถอนอาคารอย่างเป็นทางการ โดยระบุเหตุผลว่าอาคารก่อสร้างผิดแบบจากแปลนที่ได้รับอนุญาต หลังคดียืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี
จากนั้นในปี 2566 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 1 ชี้มูลความผิด “นายอิทธิพล คุณปลื้ม” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้าง โดยเห็นว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อมา พนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามคดีทุจริตภาค 2 ได้นัดนายอิทธิพลส่งฟ้องในวันที่ 4 กันยายน 2566 แต่นายอิทธิพลไม่ได้เดินทางมาตามนัด ป.ป.ช. ในฐานะผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับ
วันที่ 5 กันยายน 2566 ศาลพิจารณาว่า จำเลยทราบหมายโดยชอบแล้วแต่ไม่เดินทางมา มีพฤติการณ์หลบหนี จึงออกหมายจับ
หลังจากนั้นมีรายงานจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่า นายอิทธิพลเดินทางออกนอกประเทศไปตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2566 ด้วยสายการบินกัมพูชา แอร์ไลน์ เที่ยวบิน KR0702 ไปยังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
วันที่ 22 กันยายน 2566 “นายนิวัติไชย เกษมมงคล” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า นายอิทธิพลได้ประสานขอมอบตัว
ต่อมา วันที่ 9 ตุลาคม 2566 หลังมีการประสานเข้ามอบตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้จับกุมนายอิทธิพลที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังเดินทางกลับจากกัมพูชา ก่อนนำตัวไปยังสำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 และส่งตัวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 กระทั่งวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการวอเตอร์ฟร้อนท์ ซึ่งมีจำเลยรวม 10 ราย รวมถึงนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และอดีตนายกเมืองพัทยา
ศาลได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างโครงการวอเตอร์ฟร้อนท์ว่า การพิจารณาและออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตัวอาคารมีขนาดใหญ่พิเศษ สูงประมาณ 180 เมตร และมีผลกระทบต่อภูมิทัศน์เขาพัทยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดชมวิวสำคัญของเมืองพัทยา
ศาลเห็นว่าเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาในขณะนั้น มีหน้าที่ต้องพิจารณาความเหมาะสมของอาคารกับสภาพแวดล้อม แต่กลับไม่แสดงให้เห็นว่ามีการพิจารณาประเด็นนี้อย่างเพียงพอ จึงวินิจฉัยว่ามีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับนายอิทธิพลและเจ้าหน้าที่บางส่วน ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินระยะเวลา 15 ปี นับจากวันที่มีการออกใบอนุญาตคือวันที่ 10 กันยายน 2551 ทำให้คดีในส่วนนี้ขาดอายุความ ศาลจึงต้องยกฟ้องในประเด็นดังกล่าว
ส่วนอีกประเด็นที่เกี่ยวกับการต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้าง ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยบางรายมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และบางรายเป็นความผิดในลักษณะพยายามกระทำความผิด โดยมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับจำเลยบางรายตามที่ศาลเห็นสมควร
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมสภาเมืองพัทยา สมัยสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ได้หยิบประเด็นอนาคตของโครงการวอเตอร์ฟร้อนท์ขึ้นมาหารืออีกครั้ง โดย “นายบรรลือ กุลละวณิชย์” ประธานสภาเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุม มีคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม ณ ห้องประชุมสภาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี วาระที่ได้รับความสนใจคือ การตั้งกระทู้ถามเรื่องแนวทางดำเนินการในอนาคตของ “โครงการอาคารวอเตอร์ฟร้อนท์” และโครงการที่จอดเรือแหลมบาลีฮาย ซึ่งถูกปล่อยทิ้งร้างและเกิดความเสียหายมานาน
โดย “นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์” นายกเมืองพัทยา ได้ชี้แจงว่า ปัญหาอาคารวอเตอร์ฟร้อนท์เริ่มตั้งแต่ปี 2560 ที่เมืองพัทยามีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจากกรณีก่อสร้างผิดแบบ ต่อมาบริษัท บาลีฮาย จำกัด ได้ยื่นอุทธรณ์ และในปี 2565 คำสั่งรื้อถอนถูกเพิกถอน เนื่องจากคณะกรรมการอุทธรณ์เห็นว่าผู้มีอำนาจลงนามคำสั่งเดิมไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
ต่อมาในปี 2566 สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งมายังเมืองพัทยา เกี่ยวกับกรณีที่ดินบางส่วนอาจมีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ภูเขาและพื้นที่หวงห้าม ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอการวินิจฉัยจากกรมที่ดิน นายกเมืองพัทยาระบุว่า หากกรมที่ดินวินิจฉัยว่าโฉนดออกโดยมิชอบ ก็จะเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนโฉนด และดำเนินการรื้อถอนอาคารตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับอำเภอบางละมุง เพื่อคืนพื้นที่ให้เป็นพื้นที่สาธารณะ แต่หากกรมที่ดินมีมติว่าเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ผู้ประกอบการก็จะต้องยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคารใหม่ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ของเมืองพัทยา ก่อนดำเนินการใด ๆ ต่อไป
นอกจากปมอาคารวอเตอร์ฟร้อนท์แล้ว ที่ประชุมยังพูดถึงโครงการที่จอดเรือแหลมบาลีฮาย ซึ่งเดิมมีศักยภาพรองรับเรือท่องเที่ยวได้กว่า 200 ลำ แต่ที่ผ่านมาได้รับความเสียหายจากพายุ และมีข้อพิพาททางกฎหมายกับผู้ออกแบบ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้
ขณะนี้ กระบวนการทางกฎหมายในส่วนดังกล่าวได้ข้อยุติแล้ว เมืองพัทยาจึงเตรียมดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินและครุภัณฑ์ที่ชำรุดบริเวณท่าเรือจำนวน 7 รายการ เช่น โครงเหล็กไฮโดรลิฟต์ บันได เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และอุปกรณ์ควบคุมต่าง ๆ
โดยกำหนดวันประมูลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และเมืองพัทยาตั้งราคากลางไว้ประมาณ 500,000 บาท เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้แล้วเสร็จ รองรับการพัฒนาพื้นที่ใหม่ในอนาคต
นายกเมืองพัทยายังระบุด้วยว่า เมืองพัทยาได้จัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการศึกษาและออกแบบปรับปรุงท่าเรือแหลมบาลีฮายไว้แล้ว โดยแนวทางเบื้องต้นยังวางให้เป็นพื้นที่จอดเรือควบคู่กับพื้นที่สันทนาการ แต่เนื่องจากวาระการบริหารของชุดปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดลง จึงเห็นควรให้ผู้บริหารและสภาเมืองพัทยาชุดใหม่เป็นผู้ดำเนินการต่อ เพื่อให้เหมาะสมตามหลักธรรมาภิบาล
สุดท้ายแล้ว มหากาพย์วอเตอร์ฟร้อนท์พัทยายังไม่จบง่าย ๆ ค่ะ เพราะแม้คดีในบางประเด็นจะมีคำพิพากษาแล้ว แต่อนาคตของตัวอาคารยังต้องรอคำตอบสำคัญจากกรมที่ดิน ว่าเอกสารสิทธิ์ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยนี้อาจเป็นตัวกำหนดว่า อาคารขนาดใหญ่กลางเมืองพัทยาแห่งนี้จะต้องถูกรื้อถอนเพื่อคืนพื้นที่สาธารณะ หรือจะมีโอกาสถูกดัดแปลงให้เดินหน้าต่อภายใต้กฎหมายควบคุมอาคาร เรื่องนี้ยังต้องติดตามกันต่อค่ะ
#วอเตอร์ฟร้อนท์พัทยา #WaterfrontPattaya #อิทธิพลคุณปลื้ม #เมืองพัทยา #แหลมบาลีฮาย #เขาพระตำหนัก #คดีทุจริต #ศาลอาญาคดีทุจริต #ปปช #มาตรา157 #กรมที่ดิน #โครงการวอเตอร์ฟร้อนท์ #ข่าวสังคม #ข่าวการเมืองท้องถิ่น #ข่าวพัทยา #ล้อมวงเล่า



