Tuesday, 28 July 2026 Login Register
ล้อมวงเล่า ข่าว Exclusive

‘ทราย สก๊อต’ แถลงหลังพบ ‘อ.ปานเทพ’ เผยคลิปเสียงถูกตรวจแล้ว พร้อมตอบ ‘ลีน่าจัง’ ขอเลือกฟังคนมีธรรมะ!

“ทราย สก๊อต” เปิดใจหลังเข้าหารือกับ “อ.ปานเทพ” และทีมมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อขอคำปรึกษาด้านกฎหมายและการตรวจพิสูจน์หลักฐาน โดยทรายยืนยันว่าหลังจากนี้จะให้มูลนิธิฯ เป็นผู้ช่วยดูแลการสื่อสารและการเจรจาในส่วนคดี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า คลิปเสียงที่ทรายนำมาตรวจสอบเป็นไฟล์ต้นฉบับ ไม่พบร่องรอยการตัดต่อหรือเสียง AI ด้านที่ปรึกษากฎหมายมองว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาในอดีตอาจยังไม่หมดอายุความ พร้อมชี้ประเด็นทรัพย์สินและมรดกยังมีหลายส่วนที่ต้องตรวจสอบต่อ

ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างต่อเนื่องค่ะ  สำหรับกรณีของ “ทราย สมุทร” หรือ “ทราย สิรณัฐ สก๊อต”  ที่ก่อนหน้านี้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวภายในครอบครัว  พร้อมกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ในอดีตที่กระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง  รวมถึงข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินและคดีความที่ยังอยู่ในกระบวนการ ล่าสุด หลังจากทรายเดินทางเข้าพบ “อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์”  ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ที่บ้านพระอาทิตย์  พร้อมหารือกับทีมกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบคลิปเสียง ก็ได้มีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงแนวทางการเดินหน้าหลังจากนี้ โดย “อ.ปานเทพ” เปิดเผยว่า การพูดคุยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก  ส่วนแรกคือสิ่งที่ทรายต้องการสื่อสารกับสังคมหลังจากได้ทบทวนข้อมูลอย่างละเอียด และส่วนที่สองคือความเห็นจากมูลนิธิฯ ทั้งในด้านกฎหมาย การตรวจสอบพยานหลักฐาน และแนวทางการช่วยเหลือในกระบวนการต่อไป

จากนั้น “ทราย สมุทร” ได้เปิดใจว่า วันนี้เขาได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย และหลังจากทบทวนข้อมูลอย่างลึกซึ้ง ทรายระบุว่าเขาสามารถพูดได้ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองกล่าวอ้างว่าเคยเผชิญในช่วงวัยเด็ก โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงอายุประมาณ 9 ถึง 15 ปี และยังมีประเด็นเรื่องการถูกกดดันให้เกี่ยวข้องกับสารบางอย่างด้วย

ทรายยังบอกว่า หลังจากนี้จะมอบหน้าที่ด้านการเจรจา การสื่อสารเกี่ยวกับคดี รวมถึงการประสานงานบางส่วนให้กับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โดยเฉพาะการเดินหน้าก่อนถึงวันขึ้นศาลในวันที่ 10 มิถุนายน ด้าน อ.ปานเทพ ยืนยันว่า มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินมีความเต็มใจที่จะเข้ามาช่วยในฐานะผู้ประสานงานและตัวแทนในการเจรจาไกล่เกลี่ย โดยเฉพาะในชั้นศาล และจะทำงานร่วมกับทีมทนายของทรายที่มีอยู่เดิม

อ.ปานเทพยังชื่นชมทีมทนายของทรายว่า จากการตรวจสอบเอกสารและแนวทางการต่อสู้คดี พบว่าทีมทนายทำงานอย่างละเอียด รอบคอบ และมีทิศทางที่สอดคล้องกับสิ่งที่มูลนิธิฯ มองเห็น หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับคดี โดยมีเป้าหมายให้ทรายได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือเรื่องอายุความ โดย อ.ปานเทพให้ความเห็นว่า จากช่วงเวลาที่ทรายระบุว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นในวัยเด็ก หากข้อเท็จจริงเข้าข่ายฐานความผิดตามกฎหมายอาญาที่มีโทษสูง ก็อาจทำให้คดียังไม่หมดอายุความ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาในทางกฎหมายต่อไป

ต่อมาเป็นประเด็นเรื่องคลิปเสียง โดยมูลนิธิฯ ได้เชิญ “เอกราช นามโภคิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบไฟล์เสียงและเทคโนโลยี เข้ามาตรวจสอบคลิปเสียงที่ทรายเคยเผยแพร่บางส่วนก่อนหน้านี้

คุณเอกราชระบุว่า จากการตรวจสอบไฟล์เสียงที่ทรายนำมาให้ พบว่าเป็นไฟล์ต้นฉบับจากมือถือเครื่องเก่าของทราย และมีข้อมูลระบุได้ว่าเป็นไฟล์ที่บันทึกจากเครื่อง Samsung Galaxy S23 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ความยาวประมาณ 40 นาที 44 วินาที โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ไม่พบร่องรอยที่บ่งชี้ว่าไฟล์เสียงถูกตัดต่อ และไม่พบลักษณะที่บ่งชี้ว่าเป็นเสียงที่สร้างจาก AI พร้อมชื่นชมว่าทรายเก็บรักษาหลักฐานได้ดี ซึ่งอาจช่วยเพิ่มน้ำหนักของพยานหลักฐานเมื่อนำไปประกอบกับหลักฐานอื่น ๆ เช่น แชต ภาพหน้าจอ หรือพยานบุคคลในช่วงเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม คุณเอกราชย้ำว่า คลิปเสียงเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้เป็นตัวตัดสินทั้งหมด แต่เมื่อนำไปประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ๆ ก็อาจช่วยให้เห็นภาพรวมของคดีได้ชัดเจนมากขึ้น

ด้าน “อ.คมสัน โพธิ์คง” ที่ปรึกษากฎหมายมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ให้ความเห็นว่า จากข้อมูลที่ได้รับ พบว่ากรณีของทรายมีทั้งประเด็นทางแพ่งและอาญา โดยในส่วนคดีแพ่งที่มีการฟ้องทรายเรื่องทรัพย์สิน ทางกฎหมายมองว่ายังมีข้อมูลเพียงพอให้ต่อสู้ได้ และมีโอกาสชนะค่อนข้างสูง
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาในอดีต อ.คมสันระบุว่า จากช่วงอายุที่ทรายให้ข้อมูล หากข้อเท็จจริงเข้าข่ายตามกฎหมาย ก็อาจยังเหลืออายุความอยู่หลายปี ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องสิทธิในทรัพย์สินและมรดกจากคุณตาคุณยาย ซึ่งทางมูลนิธิฯ ระบุว่า ทรายนำเอกสารและข้อมูลจำนวนมากมาให้ตรวจสอบ และอาจมีบางส่วนที่สะท้อนว่าเจ้าตัวยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับในฐานะทายาท เรื่องนี้จึงต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อดูว่าจะสามารถดำเนินการเรียกร้องทั้งทางแพ่งหรืออาญาได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน ทรายเปิดใจว่า หลังได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ และผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย ตอนนี้รู้สึกสบายใจมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเขาเคยพูดว่า เด็กคนนั้นในอดีตไม่มีใครมาช่วย แต่วันนี้รู้สึกว่าเด็กคนนั้นมีคนเข้ามาช่วยอย่างเต็มที่แล้ว

เมื่อถูกถามว่ากังวลอะไรหรือไม่ ทรายตอบว่า สิ่งที่กังวลคือ “อีกฝั่งจะไม่กล้ามา” พร้อมยืนยันว่าเขาพร้อมเดินหน้าต่อในกระบวนการยุติธรรม
ทรายยังสะท้อนถึงชีวิตที่ผ่านมาว่า บางครั้งเขาเองก็ไม่รู้ว่าทนมาได้อย่างไร แต่สิ่งที่ช่วยให้ยืนอยู่ได้คือการพยายามทำสิ่งที่ดีต่อใจในทุกวัน การทำงานด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความรักจากคนรอบตัวและผู้ที่คอยให้กำลังใจ

อีกหนึ่งเรื่องที่ทรายพูดถึงด้วยความซาบซึ้ง คือยอดเงินบริจาคที่ประชาชนช่วยกันส่งมา โดยทรายระบุว่า จะรีบประสานงานเพื่อนำเงินไปซื้อประกันให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยง ทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ทางทะเล เพราะมองว่าคนเหล่านี้ทำงานหนัก แต่กลับไม่มีสวัสดิการที่ครอบคลุมความเสี่ยงเพียงพอ

ทรายยังบอกว่า ตอนที่เขาเคยลงพื้นที่ช่วยเรื่องไฟป่า แม้แต่รองเท้าบางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ต้องซื้อเอง ทั้งที่เงินเดือนน้อยและงานมีความเสี่ยงสูง ก่อนหน้านี้ทรายเคยมอบรองเท้าให้เจ้าหน้าที่ 400 คู่แล้ว และครั้งนี้ตั้งใจจะช่วยเรื่องประกันต่อให้เร็วที่สุด ในช่วงหนึ่งของการแถลง ทรายยังพูดถึงการเปลี่ยนบริบทจาก “เหยื่อ” ให้กลายเป็น “ผู้สู้” โดยบอกว่า การพูดความจริงอาจเป็นวิธีเยียวยาหัวใจที่ดีที่สุด เพราะเมื่อคนที่ถูกกระทำไม่สามารถพูดออกมาได้ ร่างกายและจิตใจอาจจดจำความรู้สึกด้อยค่าเอาไว้

ทรายบอกว่า การพูดออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก และอยากให้สังคมช่วยกันเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนที่เคยถูกกระทำ เพราะเพียงแค่การลุกขึ้นมาพูด ก็อาจเปลี่ยนจากสถานะของผู้ถูกกระทำ ให้กลายเป็นผู้ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเองได้

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังถามทรายถึงกรณีที่ “ลีน่า จัง” เคยออกมาพูดถึงประเด็นของเขา โดยแนะนำให้ทรายไปขอโทษแม่และให้อภัยพี่ชาย ซึ่งทรายตอบอย่างสงบว่า เขาไม่ได้ฟังสัมภาษณ์นั้น เพราะตนเองเลือกฟังความคิดเห็นของคนที่มีธรรมะและจิตที่นิ่ง พร้อมบอกว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้ใครมาแนะนำวิธีจัดการชีวิตของคนอื่น หากคนคนนั้นไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ชีวิตหรือการถ่ายทอดข้อมูล

ส่วนกรณีข่าวลือที่มีคนพูดในทำนองว่า ทรายอาจมีความรู้สึกบางอย่างกับพี่ชาย หรือออกมาเพราะอยากมีผู้ติดตามครบ 1 ล้าน ทรายตอบว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดลักษณะนั้น เพราะมองว่าเป็นเรื่องตลก และคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบนั้น

ช่วงท้าย อ.ปานเทพกล่าวว่า บางประเด็นควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  ไม่ควรพูดผ่านสื่อทั้งหมด เพราะต้องเก็บไว้ใช้ต่อสู้คดีอย่างสมบูรณ์ที่สุด พร้อมชื่นชมทรายว่าพูดจากหัวใจ พูดด้วยความจริงใจ และสื่อสารออกมาได้งดงาม อ.ปานเทพยังฝากให้สังคมช่วยกันให้กำลังใจทราย เพราะทรายไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป และกรณีนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหรือผู้ที่เคยเผชิญเหตุการณ์คล้ายกัน เห็นว่าพวกเขาก็มีโอกาสลุกขึ้นมาสู้และได้รับความยุติธรรมได้เช่นกัน

สุดท้าย ทรายฝากถึงองค์กรและตระกูลว่า ตระกูลและองค์กรอยู่ได้ด้วยสังคม จึงควรออกมาเป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคมเห็น เพราะในมุมของทราย สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นการมองข้ามจริยธรรมที่สังคมต้องการเห็น

เรื่องนี้จึงยังต้องรอติดตามกันต่อค่ะ ว่าหลังจากทรายมอบให้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินเข้ามาช่วยดูแลด้านการสื่อสารและการเจรจาในคดี รวมถึงมีการตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว เส้นทางการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของทรายจะเดินต่อไปอย่างไร และวันที่ 10 มิถุนายนนี้ จะมีความคืบหน้าในศาลอย่างไรบ้าง รอติดตามค่ะ

 

#ทรายสมุทร #ทรายสก๊อต #เอกราช #อาจารย์ปานเทพ #ปานเทพพัวพงษ์พันธ์ #มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน #บ้านพระอาทิตย์ #คลิปเสียง #ตรวจหลักฐาน #คดีครอบครัว #ข้อกฎหมาย #ความยุติธรรม #ข่าวสังคม #ข่าวดราม่า #ข่าวโซเชียล #ล้อมวงเล่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2025 LWL Group. All Rights Reserved.