Saturday, 22 August 2026 Login Register
ล้อมวงเล่า ข่าว Exclusive

‘อู๋จุน’ งานเข้า ผู้เสียหายโผล่เพียบ แฉพฤติกรรมสุดเอือม ‘พี่หนุ่ม กรรชัย’ จี้ แน่จริงออกมาชี้แจงหน้าสื่อ

ดราม่าของ “อู๋จุน” ยังขยายวงต่อเนื่องค่ะ หลังจากก่อนหน้านี้มีทั้งเอ๋ย อดีตทีมงาน คนใกล้ตัว และเพจดังออกมาเปิดข้อมูลหลายประเด็น ล่าสุดอดีตทีมงานหลายรายเดินทางเข้าร้อง “สายไหมต้องรอด” ก่อนตามมาเปิดใจในรายการโหนกระแส ทั้งเรื่องการทำงาน การเงิน การควบคุมบัญชี พฤติกรรมในองค์กร และเหตุการณ์ที่แต่ละคนอ้างว่าเคยเผชิญ ขณะที่ “หนุ่ม กรรชัย” ย้ำว่า หากอู๋จุนมองว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่จริง ก็ควรออกมาชี้แจงแบบเปิดให้สื่อถามตรง ๆ เพื่อให้สังคมได้ฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายค่ะ

ยังคงเป็นดราม่าที่ไม่มีวี่แววว่าจะจบลงง่าย ๆค่ะ สำหรับกรณีของ “อู๋จุน” ยูทูบเบอร์ชื่อดัง หลังจากก่อนหน้านี้ “เอ๋ย” อดีตทีมงานออกมาเล่าถึงประสบการณ์ระหว่างทำงาน และอ้างว่าสาเหตุที่ต้องหนีออกจากสตูดิโอ เป็นเพราะรู้สึกอึดอัดกับการวางตัวของอู๋จุน รวมถึงเหตุการณ์ที่เธอมองว่าเป็นการล้ำเส้นจนรู้สึกไม่ปลอดภัย ขณะเดียวกันค่ะ “ซ้อเปา – เรื่องนี้ต้องใส่ใจ” ก็เดินหน้าเปิดข้อมูลต่อเนื่อง ทั้งคลิปมีปากเสียงกับเพื่อนบ้าน เหตุการณ์ในงานแข่งขันเต้น คลิปเสียงการพูดกับน้องฝึกงาน รวมถึงคำบอกเล่าจากอดีตคนคุยที่กล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ในอดีต ขณะที่อู๋จุนเองก็เคยออกมาชี้แจงหลายประเด็นผ่านช่องทางของตัวเอง พร้อมยืนยันว่าข้อมูลบางส่วนที่ถูกนำเสนอไม่ถูกต้องทั้งหมดค่ะ

ขณะที่ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าวันนี้ เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ประสานงานเพจ “สายไหมต้องรอด” มีกลุ่มอดีตทีมงานและผู้ร้องหลายรายเดินทางเข้าพบ “เอกภพ เหลืองประเสริฐ” เพื่อขอความช่วยเหลือและนำหลักฐานมาให้ตรวจสอบ โดยทั้งหมดกล่าวอ้างว่าเคยเผชิญพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างทำงานกับอู๋จุน ยูทูบเบอร์ชื่อดังค่ะ

โดยหนึ่งในผู้ที่ออกมาเปิดข้อมูลคืออารี อายุ 29 ปี อดีตพนักงานที่เริ่มทำงานร่วมกันตั้งแต่ปี 2566 โดยอ้างว่าเคยถูกใช้อารมณ์ใส่ ด่าทอ และปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมหลายครั้ง ขณะที่เวสป้า อายุ 24 ปี อดีตพนักงานที่ทำงานมานาน 2 ปี อ้างว่าเคยถูกนำบัญชีธนาคารส่วนตัวไปใช้รับเงินจากสปอนเซอร์และโอนค่าใช้จ่ายตามคำสั่ง จนมียอดเงินหมุนเวียนรวมหลักล้านบาท และเจ้าตัวกังวลเรื่องผลทางกฎหมายและภาษีค่ะ ขณะที่ทางด้านเอ๋ย อายุ 19 ปี อดีตเด็กปั้นและครีเอเตอร์ ซึ่งอ้างว่าเคยกระทำเกินขอบเขตหลายครั้งระหว่างพักและทำงานอยู่ในสตูดิโอ พร้อมบอกว่าไม่ได้รับเงินเดือนอย่างเป็นทางการ และขณะนี้ได้เข้าแจ้งความรวมถึงปรึกษาทนายแล้ว ขณะที่ฮัท อายุ 24 ปี อดีตช่างภาพ ก็อ้างว่าเคยมีปัญหาระหว่างการทำงานจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะถูกเลิกจ้างในวันเดียวกัน ซึ่งเจ้าตัวได้ไปตรวจร่างกายและแจ้งความไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ

โดยทางด้าน “เอกภพ เหลืองประเสริฐ” ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ก็ยังย้ำชัดว่า ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับในวันนี้ยังเป็นคำกล่าวอ้างจากฝั่งผู้ร้อง และอู๋จุนยังมีสิทธิ์ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของตัวเอง โดยหลังจากนี้จะมีการประสานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั้งประเด็นเกี่ยวกับพฤติกรรมในองค์กร รวมถึงธุรกรรมทางการเงินและการใช้บัญชีบุคคลอื่นว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ค่ะ

หลังจากนั้นค่ะ ทางด้าน “เอกภพ ก็ได้พากลุ่มผู้เสียหายมาเปิดใจพูดคุยกันต่อในรายการ “โหนกระแส” ซึ่งดำเนินรายการโดยพี่หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย และมีทนายสายหยุด เพ็งบุญชู มาร่วมวิเคราะห์ข้อกฎหมายในแต่ละประเด็นด้วยค่ะ โดยเอ๋ยเล่าว่า ซึ่งก่อนหน้านี้เคยออกมาเล่าเรื่องผ่านคลิปของตัวเองแล้ว แต่ครั้งนี้เจ้าตัวได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า จุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจเข้ามาสมัครทำงาน เพราะมองภาพของช่องว่าเป็นเหมือนครอบครัว ดูอบอุ่น และคิดว่าจะได้เข้ามาทำงานด้านคอนเทนต์ตามที่ตัวเองสนใจ

โดยตอนเข้ามาพูดคุยกันครั้งแรก เธอถูกพูดในลักษณะผูกมัดว่า หากมาอยู่ด้วยแล้วก็จะออกจากที่นี่ไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป ขณะที่ครอบครัวของเอ๋ยเองไม่ค่อยอยากให้เดินทางมากรุงเทพฯ เพราะเป็นห่วงเรื่องระยะทางและกลัวว่าจะถูกหลอก เจ้าตัวจึงอ้างว่าได้รับคำแนะนำให้บอกครอบครัวว่า มาทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านชา เพื่อให้สามารถเข้ามาทำงานกับทีมได้ค่ะ จากนั้นเอ๋ยก็เข้ามารับช่วงดูแลช่องยูทูบต่อจากทีมงานคนเดิมที่ลาออกไป แต่กลับไม่มีการตกลงเรื่องค่าจ้างหรือเงินเดือนอย่างเป็นทางการ เอ๋ยบอกว่า ตอนนั้นคิดเพียงแค่ว่า “แล้วแต่เขาจะให้” และเมื่อรวมรายได้ที่ได้รับตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ก็อยู่ที่ประมาณ 25,000 กว่าบาทเท่านั้น ขณะที่ช่องที่เธอช่วยดูแลก็ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองเมื่อออกจากทีมค่ะ

ส่วนประเด็นเรื่องการถูกเข้ามาใกล้ชิดเกินขอบเขตหลายครั้ง โดยเธอเล่าว่า เริ่มตั้งแต่ตอนนั่งรถกลับด้วยกันสองคน ซึ่งอีกฝ่ายอ้างว่าขอกอดเพื่อให้ความอบอุ่นในแบบพี่น้อง หลังจากนั้นก็มีการเรียกไปคุยกันสองต่อสองใต้บันได มีการขอกอด เดินเข้ามาจิ้มแก้มเล่น และเคยถึงขั้นกัดแก้มจนเอ๋ยรู้สึกเจ็บและตกใจค่ะ

ขณะที่เหตุการณ์ที่เอ๋ยมองว่าหนักที่สุด เกิดขึ้นใน “ห้องไม้” ซึ่งเป็นห้องนอนรวมหญิง ประตูเป็นบานเลื่อนและไม่สามารถล็อกได้ ทำให้เธอระแวงจนต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำรวมอยู่บ่อยครั้ง โดยคืนหนึ่งกลางดึก ขณะที่เอ๋ยกำลังนอนอยู่ อู๋จุนแอบเข้ามาในห้อง ทำการหอมแก้ม เอาหน้ามาใกล้ๆที่คอ และพยายามดึงผ้าห่มของเอ๋ยออก แม้เอ๋ยจะพยายามขัดขืน แต่อู๋จุนก็ยังไม่หยุด จนกระทั่งมีพนักงานหญิงอีกคนเปิดประตูเข้ามาพอดี อีกฝ่ายจึงยอมหยุดและเดินไปพูดคุยกับแม่บ้านตามปกติค่ะ

เอ๋ยยังเล่าต่อว่า นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว อีกฝ่ายยังมีพฤติกรรมควบคุมชีวิตส่วนตัว เช่น ส่งข้อความมาสั่งว่า “พี่ไม่ให้มีแฟน” รวมถึงเคยเข้ามาเอาโทรศัพท์ของเอ๋ยไปลบข้อความที่เคยคุยกันออก เพราะกลัวว่าผู้หญิงคนสนิทจะมาเห็นข้อความเหล่านั้น
ส่วนจุดแตกหักที่ทำให้เอ๋ยตัดสินใจออกมา คือหลังจากเธอทักไปหา “พี่บี” ทีมงานชาย เพื่อชวนกันออกไปถ่ายคลิป โดยไม่ได้บอกอีกฝ่ายก่อน พอเรื่องรู้ถึงเจ้าตัวก็เกิดการโต้เถียงอย่างหนัก โดยเอ๋ยอ้างว่ามีทั้งคำด่า การขู่ และการเอาโทรศัพท์ของเธอไปเช็กแชตก่อนจะปาทิ้งลงพื้น จนสุดท้ายเอ๋ยตัดสินใจหนีออกไปขออาศัยอยู่กับ “พี่ป๊อก” ซึ่งเป็นทีมงานอีกคนค่ะ

 โดยอารี อดีตสตรีมเมอร์และทีมงาน ซึ่งเปิดอีกมุมของเรื่องการเงินและการทำงานในองค์กร โดยอารีเล่าว่า เดิมทีเข้ามาทำงานด้วยข้อตกลงแบบต่างตอบแทน คือเธอจะช่วยทำคอนเทนต์ให้ช่องหลักโดยไม่ได้รับเงินเดือน แลกกับการที่อีกฝ่ายจะช่วยปั้นช่องส่วนตัวของเธอให้เติบโตค่ะ

แต่หลังจากเปิดบัญชีเพื่อใช้รับรายได้จากยูทูบ อารีอ้างว่า แอปพลิเคชันธนาคารของตัวเองกลับถูกอีกฝ่ายนำไปถือและควบคุมไว้ทั้งหมด มีการใช้บัญชีของเธอรับและโอนเงินเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบริษัทโดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้รายละเอียดทั้งหมด โดยจากเดิมมีการตกลงกันปากเปล่าว่า จะแบ่งรายได้จากช่องของเธอกันคนละครึ่ง โดยมียอดรายได้จากยูทูบเข้ามาประมาณ 550,000 บาท แต่สุดท้ายอารีได้รับเงินจริงรวมประมาณ 100,000 บาทเท่านั้น และเวลาจะนำเงินไปใช้ทำคอนเทนต์ของตัวเอง ก็ต้องไปขอ “เบิก” เงินออกมาอีกทีค่ะ

โดยจุดที่อารีไม่สบายใจอย่างมาก คือภายหลังกลับมีการนำเงิน 50,000 บาทมาอ้างว่าเป็นเงินที่เธอ “ยืม” ไปตอนมีปัญหาซึมเศร้า ทั้งที่อารีมองว่า เงินก้อนนั้นคือรายได้จากช่องของตัวเอง ไม่ใช่เงินที่ไปขอยืมจากอีกฝ่ายค่ะ นอกจากนี้ อารียังเล่าถึงบรรยากาศการทำงานว่า หลังเข้ามาทำงานเพียง 1-2 สัปดาห์ก็เริ่มเจอการใช้อารมณ์หลายครั้ง ทั้งการด่าทอ กระชากเสื้อ จับแขน รวมถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เธอมองว่าเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีอย่างมาก หลังมีปัญหาเรื่องการเตรียมของถ่ายคอนเทนต์ไม่ทัน แล้วอีกฝ่ายถ่มน้ำลายใส่จานข้าวของเธอ พร้อมสั่งให้ห่อกลับไปกิน

โดยอารียังเปิดถึงที่มาของคลิปเสียงบางส่วนที่เคยถูกนำออกมาใช้ชี้แจงในอดีต โดยอ้างว่า ความจริงแล้วตอนนั้นโทรศัพท์ของเธอถูกยึดเอาไว้ และเธอถูกบังคับให้พูดตามข้อความที่อีกฝ่ายเตรียมไว้เพื่ออัดเสียงไปใช้ชี้แจงตัวเอง ขณะที่อารีร้องไห้และพูดไม่ออก ท่ามกลางทีมงานคนอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเลย

ท่ามกลางพนักงานคนอื่นๆ ที่นั่งดูเหตุการณ์แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเหลือ เพราะทุกคนหวาดกลัวฝ่ายชายไปหมด เมื่อเรื่องแดงขึ้น อารีกลับถูกแฟนคลับของฝ่ายชาย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ) เข้ามาถล่มบูลลี่อย่างหนัก โดยพิมพ์รหัส “6767” นอกจากนี้ เธอยังถูกยูทูบเบอร์อีกคนในเครือ โพสต์ใส่ร้ายกล่าวหาว่าอารีไปแอบปิดบัญชีธนาคารของฝ่ายชาย ทั้งที่ความจริงแล้ว อารีแค่ไปติดต่อธนาคารเพื่อปิดบัญชี “ของตัวเอง” เพื่อตัดปัญหาไม่ให้เงินของเธอไหลเข้ากระเป๋าของเขาอีกต่อไปต่างหาก

ขณะที่ต่อมาค่ะฮัทอดีตช่างภาพ ซึ่งทำงานอยู่ประมาณ 4 เดือน โดยฮัทเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ระหว่างที่กำลังถ่ายทำคอนเทนต์กับสปอนเซอร์ และกำลังหามุมกล้องอยู่ ก็เกิดปัญหาเรื่องการถ่ายงาน ก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย
โดยฮัทอ้างว่า อีกฝ่ายเดินเข้ามาแย่งโทรศัพท์ไป พร้อมใช้ถ้อยคำรุนแรง ก่อนจะปาโทรศัพท์ทิ้ง แม้ฮัทจะยกมือไหว้ขอโทษและพยายามให้เรื่องจบเพื่อจะได้ทำงานกันต่อ แต่สถานการณ์กลับยังไม่จบค่ะ และมีทั้งการท้าทาย การใช้คำพูดเหยียดเพศ รวมถึงกระทำรุนแรงทำให้ฮัทได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าและลำคอค่ะ

ฮัทยังเล่าว่า ตอนนั้นมีทีมงานอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาห้าม ก่อนที่อีกฝ่ายจะยังท้าให้ขึ้นไปเคลียร์กันบนเวทีมวยในสตูดิโอ ซึ่งฮัทปฏิเสธ หลังจากนั้นค่ะ ฮัทบอกว่า ถูกกรรมการบริษัทเรียกไปคุยเป็นการส่วนตัว และเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำ จึงแอบอัดเสียงเอาไว้เป็นหลักฐาน แต่เมื่อถูกจับได้ ก็เกิดการโวยวายและมีการพยายามให้ลบไฟล์เสียง ก่อนสุดท้ายฮัทจะถูกให้ออกจากงาน โดยอ้างว่าเรื่องการแอบอัดเสียงถือเป็นการผิดกฎของบริษัทค่ะ โดยฮัทบอกว่า ได้ไปตรวจร่างกายและนำใบรับรองแพทย์เข้าแจ้งความที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่นเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าตัวยังอ้างว่ามีอาการผิดปกติทางการมองเห็นหลังเกิดเหตุอยู่จนถึงตอนนี้ค่ะ

ขณะที่ทางด้านเวสป้า อดีตทีมงานอีกคน ก็ออกมาเปิดประเด็นเรื่องบัญชีธนาคารและธุรกรรมภายในบริษัท โดยเจ้าตัวเล่าว่า ถูกขอให้นำบัญชีธนาคารส่วนตัวมาใช้รับเงินจากสปอนเซอร์ แล้วโอนต่อหรือจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามคำสั่งผ่านไลน์ โดยมียอดเงินหมุนเวียนหลักล้านบาทค่ะ

เวสป้าบอกว่า ตอนแรกก็ยอมทำตามเพราะรู้สึกกดดันและไม่กล้าปฏิเสธ แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มกังวลว่า ตัวเองอาจต้องรับความเสี่ยงทั้งเรื่องภาษีและกฎหมายเรื่องการฟอกเงิน จนสุดท้ายตัดสินใจลาออกค่ะ นอกจากเรื่องบัญชีแล้ว เวสป้ายังกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ความรุนแรงภายในสตูดิโอว่า เคยเห็นฝ่ายชายโมโหทีมงานหญิง (ยูทูบเบอร์สีม่วง) ที่ตอบคำถามไม่ได้ว่าทำคอนเทนต์นี้ทำไม ถึงขั้นนำอาวุธมาจ่อหัว

อีกหนึ่งประเด็นใหญ่ที่เวสป้าพูดถึง คือเรื่องเด็กคนหนึ่ง ที่เข้ามาอยู่และทำงานภายในสตูดิโอ โดยอ้างว่าเด็กไม่ได้เรียนต่อ และมีการใช้งานทั้งการทำคอนเทนต์รวมถึงช่วยงานในสตูดิโอ นอกจากนี้ เวสป้ายังอ้างว่า เมื่อมีหน่วยงานรัฐหรือมูลนิธิเด็ก (พม.) อู๋จุนจะสั่งให้เอาเด็กไปซ่อนไว้บนห้อง และสั่งให้พนักงานโกหกเจ้าหน้าที่ว่า “เด็กกลับไปอยู่กับคุณป้าแล้ว” เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน พี่หนุ่มยังมองว่า หากสิ่งที่ผู้ร้องออกมาพูดไม่เป็นความจริง อู๋จุนก็ควรออกมาชี้แจงและเปิดโอกาสให้สื่อได้ถามกลับแบบตรง ๆ จะมา “โหนกระแส” หรือตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่อื่นก็ได้ เพราะหากเลือกอัดคลิปหรือไลฟ์พูดเพียงฝ่ายเดียว ก็จะไม่มีใครสามารถถามกลับในประเด็นที่ยังมีข้อสงสัยได้ค่ะ หรือถ้าอู๋จุนมีหลักฐาน มีข้อมูล หรือมีข้อเท็จจริงอีกด้าน ก็ควรใช้โอกาสนี้ออกมาตอบคำถาม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับตัวเองเช่นกัน เพราะตอนนี้สิ่งที่สังคมได้รับฟังส่วนใหญ่ยังเป็นคำบอกเล่าจากฝั่งผู้ร้องค่ะ

ส่วนในมุมของข้อกฎหมายทนายสายหยุด อธิบายว่า แต่ละเรื่องต้องแยกพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป ไม่สามารถรวมทุกเหตุการณ์เข้าด้วยกันแล้วสรุปทีเดียวได้ เพราะต้องดูทั้งวันเวลา อายุของผู้เกี่ยวข้อง พฤติการณ์ของแต่ละเหตุการณ์ รวมถึงอายุความของแต่ละข้อกล่าวหาค่ะ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ต้องไล่ย้อนให้ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อไร ขณะนั้นผู้เกี่ยวข้องอายุเท่าไร และหากจะดำเนินการตามกฎหมาย ยังสามารถดำเนินการในข้อหาใดได้บ้าง

นอกจากนี้ หากมีกรณีที่มีการนำโทรศัพท์ของผู้อื่นไปเข้าถึงข้อมูล หรือลบข้อมูลโดยเจ้าของไม่ได้อนุญาต ก็อาจมีประเด็นเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องดูพยานหลักฐานประกอบอีกครั้งค่ะ อีกประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงในรายการ คือเรื่อง “ความยินยอม” โดยมีการอธิบายว่า การที่ใครสักคนนิ่ง หรือไม่ได้พูดปฏิเสธออกมาตรง ๆ ในขณะนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะถือว่ายินยอมเสมอไป โดยเฉพาะหากทั้งสองฝ่ายมีสถานะที่ไม่เท่ากัน เช่น ลักษณะนายจ้างกับคนที่อยู่ในองค์กรค่ะรวมถึงความยินยอมเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น วันนี้เคยอนุญาตให้ใช้งานบัญชีธนาคาร ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะสามารถใช้งานต่อไปได้ตลอด หากวันหนึ่งเจ้าของบัญชีบอกว่าไม่อนุญาตแล้ว ก็ต้องดูข้อเท็จจริง ณ ช่วงเวลานั้นใหม่ค่ะ

ทนายยังอธิบายด้วยว่า หลายเหตุการณ์อาจพิสูจน์ได้ยาก หากตอนเกิดเรื่องไม่ได้เก็บหลักฐานเอาไว้ แต่กรณีที่มีเอกสารการรักษา ภาพบาดแผล พยานบุคคล คลิปเสียง หรือหลักฐานการโอนเงิน ก็สามารถนำมาใช้ประกอบการตรวจสอบได้ ขณะที่เรื่องที่มีการกล่าวอ้างถึงของอันตราย หากมีพยานเห็นเหตุการณ์ ก็สามารถนำคำให้การมาใช้ประกอบได้เช่นกันค่ะ

เรียกได้ว่า ตอนนี้ดราม่าของ “อู๋จุน”ลุกลามไปหลายประเด็นแล้วค่ะหลังอดีตทีมงาน คนเคยร่วมงาน และคนใกล้ตัวทยอยออกมาเล่าประสบการณ์ในมุมของตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแน่นอนว่า หากอู๋จุนมองว่าสิ่งที่ผู้ร้องทั้งหมดพูดไม่ตรงกับความจริง เจ้าตัวก็ยังมีสิทธิ์ออกมาชี้แจงและนำหลักฐานอีกด้านมาโต้กลับได้เต็มที่ค่ะ หลังจากนี้ต้องจับตากันต่อว่า “อู๋จุน” จะออกมาตอบโต้หรือชี้แจงประเด็นต่าง ๆที่ถูกเปิดออกมาหรือไม่ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ราวจะจบลงอย่างไร คงต้องรอติดตามกันต่อค่ะ

#อู๋จุน #โหนกระแส #หนุ่มกรรชัย #สายไหมต้องรอด #เอกภพเหลืองประเสริฐ #ซ้อเปา #เรื่องนี้ต้องใส่ใจ #เอ๋ย #อารี #ฮัท #เวสป้า #อดีตทีมงาน #ยูทูบเบอร์ชื่อดัง #อินฟลูเอนเซอร์ #ดราม่ายูทูบเบอร์ #ข่าวโซเชียล #ข่าวดราม่า #ประเด็นร้อน #ล้อมวงเล่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2025 LWL Group. All Rights Reserved.