จากน้ำตากลางรายการ สู่คำเปิดใจหลังกล้อง “ต้า เฟ็ดเฟ่” ยอมรับทันทีที่ได้ยินเสียงอดีตเพื่อนรักยังรู้สึกคิดถึง แต่ผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับ พร้อมเล่าย้อนชีวิตช่วงตกต่ำ งานหาย ความสัมพันธ์พัง สุขภาพใจย่ำแย่ ก่อนกลับมายืนได้อีกครั้ง ขณะที่ “ทนายไข่มุก” เผยฝั่งต้ากำลังพิจารณาดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิ์ หลังที่ผ่านมาเจ้าตัวยังไม่เคยฟ้องกลับ


ขณะที่ทางด้านต้า เฟ็ดเฟ่ พร้อมด้วยก้อง ทรงเอ, จีต๊วย และทนายไข่มุก ก็ได้เดินทางมาเปิดใจในรายการโหนกระแส โดยมีพี่หนุ่ม กรรชัย เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ มาร่วมให้ข้อมูลในฐานะทนายคนกลางค่ะ โดยต้าบอกว่าปัญหาครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่อง เพื่อนทะเลาะกัน แต่มีตั้งแต่ปัญหาชีวิต สุขภาพจิต การทำงาน ไปจนถึงผลประโยชน์และสิทธิที่เจ้าตัวควรได้รับ ต้าเล่าว่า ตัวเองเป็นหนึ่งในหัวเรือใหญ่ของ “เฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์” ก่อนที่ทีมเดิมจะแยกย้าย และภายหลังจึงนำเพจและช่องเดิมที่มีฐานผู้ติดตามอยู่แล้วมาทำงานร่วมกับยัด ตั้งบริษัทชัยโสโรขึ้นมา ซึ่งต้าอ้างว่าช่วงเริ่มต้นมีการตกลงสัดส่วนหุ้น 49% ต่อ 49% และอีก 2% เป็นของภรรยาฝั่งยัดค่ะ
แต่เมื่อทำงานไปเรื่อย ๆ ตัวเองกลับถูกลดบทบาท ถูกด้อยค่า และถูกทำให้สูญเสียความมั่นใจซ้ำ ๆ จนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าลักษณะ Gaslighting จากคนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทและหุ้นส่วน ขณะเดียวกันเงินเดือนของต้าที่เจ้าตัวบอกว่าเคยอยู่ประมาณ 150,000 บาท ก็ถูกลดเหลือ 40,000 บาท ทั้งที่ต้ายืนยันว่าตัวเองยังคงทำงานอยู่ และต่อมากลับพบว่าชื่อของตัวเองไม่ได้อยู่ในฐานะของผู้ถือหุ้นค่ะ

ส่วนเรื่องทรัพย์สิน ต้ายังตั้งคำถามถึงเงินบริษัทที่อ้างว่าถูกนำไปซื้อทั้งบ้านและรถหลายคัน โดยเฉพาะบ้านที่ใช้เป็นออฟฟิศ ซึ่งต้าอ้างว่าใช้เงินบริษัทซื้อแต่กรรมสิทธิ์เป็นชื่อยัด และเมื่อขายบ้าน เงินก็ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของยัด นอกจากนี้ยังพูดถึงรถทั้ง Nissan Note, Harley-Davidson และ GTO รวมถึงเงินปันผลที่ต้าอ้างว่าเคยยอมสละประมาณ 1.5 ล้านบาท เพื่อให้อีกฝ่ายนำไปจัดการเรื่องรถภายในครอบครัว ตลอดจนเงินส่วนตัวอีกประมาณ 500,000 บาทที่ต้าอ้างว่ายัดเคยยืมไปค่ะ
ขณะที่ทางด้านยัดเองก็โฟนอินเข้ามาชี้แจงอีกมุมหนึ่ง พร้อมโต้กลับในหลายประเด็นเช่นกัน โดยบอกว่าเรื่องหุ้นและเอกสาร ยัดไม่ต้องการลงรายละเอียดมาก เนื่องจากคดีอยู่ในกระบวนการศาล และต้องการให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ยัดยังยอมรับด้วยว่าเป็นฝ่ายฟ้องต้า 2 คดี เรียกค่าเสียหายคดีละ 10 ล้านบาท รวม 20 ล้านบาท โดยคดีหนึ่งเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีเพจเดิม ส่วนอีกคดีเกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์จากคลิปเดโมที่ถูกนำไปใช้ในช่องใหม่ และยืนยันว่าตัวเองมีหลักฐานพร้อมต่อสู้ในชั้นศาลค่ะ โดยทางยัดก็ถามกลับว่า ทำไมสิ่งที่ต้าเล่า ถึงทำให้ตัวเองกลายเป็นคนดูแย่ทั้งหมด เพราะในมุมของยัด ข้อเท็จจริงไม่ได้มีเพียงด้านเดียว และยังมีรายละเอียดอีกมากที่ไม่ได้ถูกพูดถึงค่ะ พร้อมประกาศชัดว่าจะนำหลักฐานของตัวเองมาชี้แจผ่านรายการโหนกระแสอีกครั้ง ในวันที่31สิงหาคมนี้ค่ะ


ด้านพี่หนุ่ม กรรชัย ก็มีการตั้งคำถามหลายจุด โดยเฉพาะหากต้าเป็นเพียง “พนักงาน” ตามที่ถูกกล่าวอ้าง เหตุใดจึงไม่มีประกันสังคม รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า หากบริษัทชัยโสโรยังสร้างรายได้อยู่ เหตุใดต้าจึงจะยอมทิ้งสิทธิในบริษัทที่มีรายได้ แล้วออกไปเอาเพียงแบรนด์หรือช่องที่ขณะนั้นไม่ได้สร้างรายได้ ขณะที่ทนายตุ๋ยก็ลองเสนอทางออกว่า หากเดิมทั้งคู่เคยถือผลประโยชน์กันในสัดส่วนประมาณ 49% กับ 51% จะสามารถกลับมาพูดคุยและเกลี่ยผลประโยชน์กันตามสัดส่วนเดิมได้หรือไม่ แต่ยัดยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว และย้ำว่าเรื่องภายในมีรายละเอียดมากกว่าที่ถูกพูดถึงค่ะ
และเรื่องราวก็ยังไม่ได้จบเพียงเท่านั้นค่ะ เพราะหลังจากต้าได้พูดคุยในรายการโหนกระแสเสร็จ เจ้าตัวก็ให้สัมภาษณ์กับสื่ออีกครั้งค่ะ โดยต้าบอกว่า หลังได้ออกมาพูดวันนี้รู้สึกสบายใจขึ้น เพราะอย่างน้อยได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในมุมของตัวเอง และหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองจะกลายเป็นข้อคิดให้คนอื่นที่กำลังเจอปัญหาคล้ายกัน เห็นว่าต้ายังลุกขึ้นสู้ได้ และไม่ยอมแพ้กับชีวิตค่ะ
และความรู้สึกทันทีที่ต้าได้ยินเสียง “ยัด” โฟนอินเข้ามาในรายการ ต้าบอกว่า เพียงแวบแรกที่ได้ยินเสียงก็ “คิดถึง” พร้อมยอมรับตรง ๆ ว่า ความรู้สึกในฐานะเพื่อนกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น สำหรับตัวเองสามารถแยกออกจากกันได้ ต้ายอมรับว่า “ความยังรักอยู่มันก็รัก” แต่ในขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ตัวเองรู้สึกกลัวอีกฝ่ายมาโดยตลอด จนตอนแรกคิดว่าเมื่อยัดโทรเข้ามา ตัวเองอาจสั่นหรือเถียงอีกฝ่ายไม่ได้เหมือนที่ผ่านมา แต่หลังได้ฟังคำตอบ ต้ากลับรู้สึกผิดหวัง และมองว่าอีกฝ่ายยังคงมีท่าทีเหมือนเดิม จนต้าพูดในทำนองว่า ตัวเองอาจประเมินเพื่อนเก่าดีเกินไป และคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะพร้อมพูดคุยกันมากกว่านี้
ที่สำคัญค่ะ ต้าบอกว่านี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 1 ปีที่ได้ยินเสียงยัด โดยที่ผ่านมาตัวเองพยายามติดต่อเพื่อพูดคุยมาโดยตลอด ทั้งโทรหาอีกฝ่าย โทรหาภรรยา ให้คนกลางช่วยติดต่อ รวมถึงให้ทนายเป็นผู้ประสาน ก็ไม่สามารถติดต่อได้ แม้กระทั่งการไกล่เกลี่ยที่ศาล ต้าบอกว่าตัวเองไปตามนัด แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้มาด้วยตัวเองค่ะ
ต้ายังมองย้อนกลับไปว่า สาเหตุหนึ่งที่ตัวเองยอมอีกฝ่ายมาตลอด เป็นเพราะทุกครั้งที่มีปัญหากัน ต้ารู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเถียงชนะ และเมื่ออีกฝ่ายมีเหตุผลมาโน้มน้าว ตัวเองก็มักเชื่อและยอมตามเพราะความรักและความไว้ใจ พร้อมตั้งข้อสังเกตในมุมของตัวเองว่า การมี “คนกลาง” อาจทำให้รูปแบบการพูดคุยเปลี่ยนไป เพราะจะมีคนช่วยฟังและช่วยเบรกทั้งสองฝ่าย
นอกจากนี้ต้ายังได้ข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานที่ ที่มีการดำเนินเรื่องร้องทุกข์บางคดีว่า บริษัทชัยโสโรตั้งและดำเนินกิจการอยู่ในพื้นที่ลาดกระบัง แต่เหตุใดตัวเองจึงถูกเรียกไปให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนในพื้นที่คลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ต้าและทนายย้ำว่าเป็นเพียง ข้อสงสัยของฝั่งต้าเท่านั้น โดยทนายไข่มุกก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดออนไลน์บางประเภทอาจมีเรื่องเขตอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง และต้าเองก็ยอมรับว่า ในการไปพบพนักงานสอบสวนครั้งก่อน แม้ช่วงแรกจะรู้สึกกดดัน แต่หลังจากได้อธิบายข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ก็รับฟังและแสดงความเห็นใจค่ะ



สิ่งที่ทำให้ต้าหยิบเรื่องนี้กลับมาพูดอีกครั้ง เพราะเจ้าตัวบอกว่ามีการเรียกไปอีก และจึงเกิดความกังวลขึ้นมา ก่อนหน้านี้ฝั่งต้าก็เคยมีความคิดจะดำเนินคดีกลับในหลายประเด็น แต่เมื่อไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ กลับได้รับคำแนะนำให้ลองไกล่เกลี่ยกันก่อน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวยืดเยื้อมานาน และต้ายังคงมีความหวังมาตลอดว่าจะสามารถจบเรื่องด้วยการพูดคุยกันได้ค่ะ
ส่วนสถานะทางคดี ทนายไข่มุกบอกว่า ในชั้นศาลขณะนี้มี 2 คดีหลัก คือคดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และคดีที่เกี่ยวข้องลิขสิทธิ์ ขณะที่ยังมีเรื่องในชั้นพนักงานสอบสวนที่คลองด่านอีกประมาณ 4 เรื่อง ซึ่งมีทั้งประเด็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ลิขสิทธิ์ การเข้าถึงบัญชีอีเมล และอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก สำหรับบางเรื่องยังต้องดูสถานะให้ชัดว่า ต้าถูกดำเนินคดีหรือถูกเรียกในฐานะพยานค่ะ
โดยต้าก็ได้ย้อนเล่าถึงช่วงชีวิตที่เรียกได้ว่า แทบจะล้มทั้งยืน หลังทำงานกับบริษัทมาเกือบ 7 ปี หลังจากที่ออกมา แทบไม่เหลืออะไร แม้แต่ตอนคิดจะสร้างช่องใหม่ก็ยังไม่มีกล้องเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องเจอหลายปัญหาถาโถม ทั้งเลิกรากับแฟน คุณพ่อป่วยหนัก งานในวงการหาย และถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก
โดยในช่วงนั้นพยายามติดต่อคนในวงการเพื่อขอพื้นที่ไปโปรโมตเสื้อที่ตัวเองขาย แต่แทบทำอะไรไม่ได้เพราะกระแสวิจารณ์หนักมาก แม้กระทั่งเปลี่ยนไปเป็นพ่อค้า ไลฟ์ขายเสื้อและโมเดล ก็ยังมีคนตามเข้ามาต่อว่า จนสุดท้ายสภาพจิตใจย่ำแย่และเคยมีความคิดไม่ดีกับตัวเอง ก่อนตัดสินใจเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ขอนแก่น ตามคำชวนของแอ๊ะ ชาติฉกาจ ที่เคยชวนมาหลายเดือนค่ะ
ต้าบอกว่า การปฏิบัติธรรมครั้งนั้น ทำให้ตัวเองค่อย ๆ เรียนรู้การปล่อยวาง อยู่กับปัจจุบัน และจัดระบบความคิดใหม่ จนเริ่มกลับมามีกำลังใจ ก่อนตัดสินใจลุกขึ้นสร้างงานอีกครั้งด้วยรายการท่องเที่ยว และบอกว่าคลิปแรก ๆ ที่ปล่อยออกไปกลายเป็นจุดเปลี่ยน เพราะกระแสตอบรับเริ่มทำให้คนกลับมามองผลงานของต้าอีกครั้ง และเจ้าตัวรู้สึกว่าชีวิตเริ่มฟื้นขึ้นจาก “งาน” ไม่ใช่จากการเรียกร้องความสงสารค่ะ ต้ายังย้ำด้วยว่า ทุกวันนี้แม้จะมีคนกลับมาให้กำลังใจจำนวนมาก เจ้าตัวไม่ได้รู้สึกยินดีที่อีกฝ่ายกำลังถูกกระแสสังคมโจมตี เพราะสิ่งที่ทำให้ตัวเองกลับมายืนได้คือผลงาน ต้าบอกว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” และเชื่อว่าหากคอนเทนต์ของตัวเองสนุกและมีคุณภาพ คนก็จะกลับมาดูเองโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความสงสารหรือการที่อีกฝ่ายถูกเกลียดค่ะ

ส่วนคดีลิขสิทธิ์ที่ถูกเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท ต้าบอกว่านี่ก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก เพราะเขาทุ่มเททั้งแรงกาย ความคิด และเวลา สร้างผลงานให้อีกฝ่ายมาจำนวนมาก ทำคลิปประมาณ 2,000 คลิปทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง แต่กลับถูกฟ้องจากการนำคลิปเดโมที่ไม่ได้ใช้งานเพียงคลิปเดียวไปลงช่องใหม่ จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดเรื่องจึงต้องเดินมาถึงจุดนี้ค่ะ
ขณะที่คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับเพจเดิม ต้ายืนยันว่า ตัวเองไม่ได้เป็นคนลบเพจ พร้อมอธิบายเหตุผลว่า หากเพจดังกล่าวมีมูลค่าและตัวเองมีสิทธิในเพจอยู่ด้วย ก็ไม่มีเหตุผลที่จะลบทรัพย์สินที่ตัวเองมีส่วนได้เสียทิ้ง และยืนยันว่าจะนำพยานหลักฐานไปต่อสู้ในกระบวนการค่ะ ส่วนปมเรื่องหุ้น 49% และเงินจำนวน 300,000 บาท ต้ายังคงยืนยันคำเดิมว่า ไม่เคยมีการพูดคุยตกลงขายหุ้นกัน และตั้งคำถามว่า หากในเวลานั้นช่องมีคลิปเก่าประมาณ 900 คลิปที่ยังสร้างรายได้อยู่ แม้ไม่ลงคลิปใหม่ก็ยังมีรายได้ประมาณเดือนละ 240,000 บาท เหตุใดตัวเองจึงจะยอมขายหุ้น 49% ในราคาเพียง 300,000 บาท
ส่วนเรื่องเอกสารที่มีลายเซ็นของตัวเองว่า เพิ่งเห็นเอกสารดังกล่าวครั้งแรกในชั้นศาล และเมื่อดูแล้วพบว่ามีลายเซ็นอยู่ประมาณ 3–4 จุดที่เจ้าต้ามองว่า “คล้าย” ลายเซ็นของตัวเอง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ลายเซ็นที่ตัวเองตั้งใจลงนามเพื่อขายหุ้นค่ะ ซึ่งประเด็นนี้ยังเป็นข้อโต้แย้งที่ต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานต่อไป และเมื่อสื่อถามว่าจะดำเนินการกลับหรือไม่ ต้าบอกว่า ที่ผ่านมาหากไม่จำเป็นก็ไม่อยากฟ้องเพื่อน เพราะยังเชื่อมาตลอดว่าสักวันหนึ่งอาจกลับมาคุยกันได้ ขณะที่ทนายไข่มุกเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้แม้กระทั่งศาลเคยถามว่าฝั่งต้าได้ดำเนินการอะไรกลับหรือยัง แต่ต้ายังมีท่าทีไม่อยากทำ เพราะยังมีความหวังเรื่องการเจรจาค่ะ
#ต้าเฟ็ดเฟ่ #ยัดชัยโสโร #หนุ่มกรรชัย #ทนายไข่มุก #ทนายตุ๋ย #ชัยโสโร #FEDFE #เฟ็ดเฟ่ #โหนกระแส #ต้ายัด #เงินมันคม #ล้อมวงเล่า






