Breaking
EXCLUSIVE

ทราย สก๊อต’ เปิดใจผ่านรายการโหนกระแส ปมครอบครัว–ที่ดิน–บาดแผลวัยเด็ก ย้ำขอความยุติธรรม!

This story is not yet available in English.

Read with Google Translate Read the Thai version

ทราย สก๊อต’ เปิดใจผ่านรายการโหนกระแส ปมครอบครัว–ที่ดิน–บาดแผลวัยเด็ก ย้ำขอความยุติธรรม!

              “ทราย สก๊อต” เปิดใจในรายการโหนกระแส ถึงมหากาพย์ครอบครัวที่กำลังถูกจับตา ตั้งแต่บาดแผลในวัยเด็ก การเยียวยาตัวเองด้วยธรรมชาติและทะเล ไปจนถึงปมฟ้องร้องเรื่องที่ดินหัวหิน ซึ่งเจ้าตัวมองว่าเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ขณะที่ทนายร่วมอธิบายข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเพิกถอนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ พร้อมย้ำว่าทุกอย่างยังต้องรอการพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม


ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องค่ะ สำหรับกรณีของ “ทราย สก๊อต” และครอบครัว หลังจากก่อนหน้านี้เจ้าตัวออกมาเปิดเผยเรื่องราวภายในครอบครัว ทั้งประเด็นบาดแผลในอดีต ข้อกล่าวหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิด และข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สิน จนกลายเป็นมหากาพย์ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

           ล่าสุดวันนี้ “ทราย สก๊อต” ก็ได้มาเปิดใจในรายการโหนกระแส โดยมี “หนุ่ม กรรชัย” เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ร่วมให้มุมมองทางกฎหมาย โดยช่วงต้นรายการ “หนุ่ม กรรชัย” ก็ได้ชี้แจงกับผู้ชมก่อนว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก และเกี่ยวข้องกับความรุนแรงภายในครอบครัว จึงไม่เหมาะที่จะนำคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้าหรือเคลียร์กันกลางรายการ เพราะอาจทำให้สถานการณ์บานปลาย และกระทบความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการย้ำว่า การนำเสนอเรื่องลักษณะนี้ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ กสทช. รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ทำให้รายการต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องคำถาม รายละเอียดที่นำเสนอ และการไม่ซักลึกจนเกินจำเป็น เพื่อไม่ให้กลายเป็นการกระทบซ้ำต่อสภาพจิตใจของผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราว
ดังนั้น การพูดคุยในรายการครั้งนี้จึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้ “ทราย สก๊อต” ได้เล่าในมุมของตัวเองอย่างระมัดระวัง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของตัวเองได้เช่นกัน เพื่อให้ประเด็นนี้เดินต่อไปด้วยความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

           ในรายการ ทรายเริ่มเล่าถึงเส้นทางชีวิตของตัวเองว่า เคยเรียนที่ไทย ก่อนจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหลายปี และช่วงที่อยู่ต่างประเทศ เจ้าตัวได้ใช้เวลาทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจ เพื่อค่อย ๆ ทำความเข้าใจบาดแผลบางอย่างที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก หลังจากกลับมาเมืองไทยในช่วงโควิด ทรายบอกว่า ตนเองเริ่มพร้อมที่จะเผชิญกับเรื่องราวในอดีตมากขึ้น และเริ่มบอกคนในครอบครัวถึงสิ่งที่ตนเองเคยเจอ แต่ในมุมของทราย เจ้าตัวรู้สึกว่าสิ่งที่พูดออกไปไม่ได้รับน้ำหนักมากพอ สุดท้ายจึงตัดสินใจออกจากบ้าน ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ทางภาคใต้ และใช้ชีวิตใกล้ทะเลมากขึ้น

ทรายเล่าว่า ทะเลและธรรมชาติกลายเป็นพื้นที่เยียวยาจิตใจของตนเอง เขาใช้ชีวิตกับการว่ายน้ำ เก็บขยะ ทำงานกับอุทยาน และทำงานด้านอนุรักษ์ เพราะรู้สึกว่าธรรมชาติเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยทำร้ายเขา และเป็นเหมือนที่พึ่งในวันที่รู้สึกว่าไม่มีครอบครัวอยู่ข้าง ๆ
อีกประเด็นสำคัญที่ทรายพูดถึง คือเหตุผลว่าทำไมถึงออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ในตอนนี้ ทั้งที่เก็บเรื่องราวไว้มานานหลายปี

                ทรายยังบอกอีกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำสอนของคุณตา ที่เคยสอนให้รักครอบครัว ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขายังพยายามรักษาภาพของครอบครัวเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป และเกิดเหตุการณ์หลายอย่าง ทรายก็เริ่มรู้สึกว่า ความหวังในครอบครัวค่อย ๆ หมดลง

ส่วนสิ่งที่ทรายมองว่าเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” คือประเด็นที่คุณแม่ฟ้องร้องเรื่องที่ดิน โดยทรายเล่าว่า เพิ่งมารู้ภายหลังว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินที่หัวหิน หลังจากก่อนหน้านี้เข้าใจมาตลอดว่าเป็นทรัพย์สินของคุณแม่ โดยที่ดินแปลงดังกล่าว ทรายระบุว่า เดิมเป็นเจตนาของคุณตาที่ต้องการมอบให้หลาน แต่มีขั้นตอนการโอนผ่านคุณแม่ก่อน แล้วจึงโอนต่อมายังรุ่นหลาน

ต่อมา เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ฝั่งคุณแม่ได้ฟ้องร้องเพื่อขอเพิกถอนการให้ โดยอ้างประเด็นเรื่อง “ประพฤติเนรคุณ” ซึ่งทนายในรายการได้อธิบายว่า ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากผู้ให้ยกทรัพย์สินให้ผู้รับแล้ว ภายหลังมองว่าผู้รับประพฤติเนรคุณ ก็อาจมีการฟ้องขอเพิกถอนการให้ได้ แต่จะต้องเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย เช่น ทำร้ายผู้ให้ในลักษณะร้ายแรง ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง หรือไม่ยอมให้สิ่งจำเป็นในการเลี้ยงชีพแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในศาล

ในรายการ ทนายสายหยุด ยังให้ความเห็นว่า กรณีของทรายนั้นมีประเด็นที่ต้องแยกให้ชัด คือ หนึ่ง เรื่องที่มาของที่ดินและเจตนาของผู้ให้เดิม และสอง เรื่องการถูกฟ้องว่าเป็นการประพฤติเนรคุณ ซึ่งกรณีนี้ยังต้องพิสูจน์ว่า การที่ทรายออกมาเล่าเรื่องในมุมของผู้ที่บอกว่าตัวเองถูกกระทำนั้น จะเข้าข่ายทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียงตามกฎหมายหรือไม่ เพราะตามคำอธิบายในรายการ ลักษณะนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่สามารถสรุปได้ทันที

นอกจากประเด็นที่ดินที่หัวหินแล้ว ทรายยังพูดถึงที่ดินอีกแปลงหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่เจ้าตัวระบุว่ามีชื่อเป็นหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์ และมีความพยายามให้โอนสิทธิ์การรับเงินให้ผู้ใหญ่ในครอบครัว แต่ตนเองไม่ยอมเซ็น เพราะมองว่าเป็นสิทธิ์ของตนเอง ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาร้ายแรงในวัยเด็ก ทรายยืนยันในรายการว่า สิ่งที่ตนเองพูดมีหลักฐาน และหากฝ่ายใดจะออกมาโต้แย้ง ก็ขอให้มีหลักฐานมาประกอบเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังเป็นข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายทราย และยังต้องรอการตรวจสอบจากพยานหลักฐาน รวมถึงการชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้เกี่ยวข้อง

ในมุมข้อกฎหมาย ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในรายการเกี่ยวข้องกับหลายส่วน ทั้งเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้ความสำคัญกับการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว จึงเป็นเหตุผลที่รายการต้องระมัดระวังในการนำเสนอ และไม่เชิญคู่กรณีมาเผชิญหน้ากันกลางรายการ

อีกส่วนคือข้อกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดทางเพศต่อเด็ก ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ทั้งอายุของผู้เกี่ยวข้องในขณะเกิดเหตุ ลักษณะการกระทำ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ และกฎหมายที่ใช้บังคับในเวลานั้น โดยเฉพาะหลังมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดทางเพศในปี 2562 จึงไม่สามารถสรุปฐานความผิดจากคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียวได้ ต้องให้เจ้าหน้าที่และศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมด

ในช่วงหนึ่งของรายการ หนุ่ม กรรชัย ยังได้ถามทรายถึงโพสต์ขอโทษของ “มาย ลภัสลัล” ว่ารู้สึกอย่างไร ซึ่งทรายตอบว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ และขอดูจากการกระทำหลังจากนี้มากกว่า เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินกันได้จากคำพูดเพียงอย่างเดียว พร้อมย้ำว่า ตนไม่ได้ปิดโอกาสในการพูดคุยกับมาย เพราะมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่มายเป็นคนสร้างโดยตรง แต่มายเป็นคนที่แต่งงานเข้ามา และอาจไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดจริง ๆ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หลังจากนี้จะมีการช่วยให้เรื่องนี้เดินไปสู่ความยุติธรรมอย่างไร

ทรายยังพูดถึงกระแสคนดังหรือบุคคลรอบข้างที่เข้าไปกดไลก์หรือให้กำลังใจอีกฝ่าย จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา โดยทรายบอกว่าไม่ได้ต้องการฟ้องร้องคนเหล่านั้น เพราะมองว่าทุกคนมีสิทธิ์พูด แต่การพูดหรือแสดงออกในประเด็นที่ละเอียดอ่อน ควรใช้วิจารณญาณและจรรยาบรรณมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีพื้นที่สาธารณะ เพราะการแสดงออกเพียงเล็กน้อยอาจมีน้ำหนักต่อความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้อง

ส่วนเป้าหมายของทรายในตอนนี้ เจ้าตัวบอกว่า สิ่งที่ต้องการไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สิน แต่คือความยุติธรรม ความเท่าเทียม และการไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคนที่ตนเองกล่าวอ้างว่าเคยทำร้ายชีวิตอีกต่อไป ในช่วงท้ายรายการ ทรายยังได้ฝากขอบคุณทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้ โดยทรายบอกว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ตนเองยังไม่ได้มีโอกาสขอบคุณทุกคนอย่างจริงจัง ทั้งที่จริงแล้วอยากตอบกลับทุกคนมาก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากตัดสินใจพูดความจริงออกมา คือการได้พบกับ “เด็กคนหนึ่ง” ที่เคยคิดว่าหายไปจากชีวิตแล้ว นั่นคือความเป็นเด็กของตัวเอง ที่เคยถูกบาดแผลในอดีตพรากไป

แต่วันนี้ เด็กคนนั้นได้กลับมาแล้ว เพราะมีคนจำนวนมากรับฟัง เข้าใจ และช่วยโอบกอดเขาผ่านกำลังใจที่ส่งมา ทรายจึงขอบคุณทุกคนที่ช่วยดูแลเด็กคนนั้น และบอกว่าตอนนี้ตนเองพร้อมจะเดินหน้าต่อ พร้อมกลับไปทำหน้าที่ที่เชื่อว่าตัวเองเกิดมาเพื่อทำ นั่นคือการใช้ชีวิตเพื่อทะเล ธรรมชาติ และสังคมต่อไป

หลังจบรายการโหนกระแส “ทราย สก๊อต” ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเพิ่มเติม โดยเจ้าตัวบอกว่า หลังจากได้ออกมาพูด รู้สึกเหมือนได้ค่อย ๆ ปลดปล่อย และได้บางส่วนของตัวเองกลับคืนมา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทรายในตอนนี้

เมื่อถูกถามว่าสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคืออะไร ทรายตอบชัดเจนว่า ต้องการ “ความยุติธรรม” เพราะไม่อยากให้สังคมมองว่าเรื่องลักษณะนี้เป็นเรื่องที่สามารถปล่อยผ่านได้ พร้อมย้ำว่า เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นกับใครอีกหลายคน และสังคมควรเปลี่ยนวิธีมอง รวมถึงวิธีรับมือกับปัญหาลักษณะนี้ให้จริงจังมากขึ้น ทรายยังบอกว่า การออกมาพูดแต่ละครั้งใช้ความกล้าหาญอย่างมาก เหมือนต้องใช้พลังทั้งหมดของร่างกายและจิตใจ เพราะสิ่งที่ต้องเผชิญไม่ใช่แค่เรื่องคดีหรือที่ดิน แต่คือช่วงเวลาหลายปีของชีวิต และความรู้สึกบางอย่างที่ไม่มีอะไรชดเชยกลับมาได้

ส่วนประเด็นที่บางคนมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวในครอบครัว ทรายตอบว่า เรื่องแบบนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องในบ้าน เพราะหากเด็กคนหนึ่งออกมาพูด นั่นอาจหมายความว่าคนในครอบครัวไม่สามารถช่วยเขาได้แล้ว และมนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ช่วยกันมองเห็นและแก้ไขสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติหรือคนในครอบครัวเดียวกัน

           ทรายยังพูดถึงญาติผู้ใหญ่บางคนที่เคยขอความช่วยเหลือ โดยระบุว่า ตนเคยพยายามขอความช่วยเหลือจากหลายคนในครอบครัวและคนรอบตระกูล แต่กลับรู้สึกว่าไม่ได้รับการปกป้องอย่างที่หวัง บางคนบอกให้ไปขอโทษคุณแม่ หรือให้คิดถึงชื่อเสียงของตระกูล ซึ่งทำให้ทรายรู้สึกว่า ชีวิตของเด็กคนหนึ่งอาจไม่ได้มีน้ำหนักมากพอในสายตาของบางคน

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่น้าของทรายเคยออกมาโพสต์ถึงประเด็นนี้ด้วย ซึ่งทรายตอบว่า ในมุมของตนเอง อีกฝ่ายไม่เคยช่วยเหลือ และยังกล่าวอ้างว่าเป็นหนึ่งในคนที่กดดันให้ตนเซ็นมอบสิทธิ์เรื่องที่ดินให้คุณแม่ ทรายยังบอกว่า บางครั้งเรื่องทรัพย์สินและชื่อเสียงอาจมีน้ำหนักมากกว่าชีวิตของเด็กคนหนึ่งในสายตาของบางคน ในส่วนของคดีที่ดิน ทรายเผยว่าได้ขึ้นศาลไปแล้วหนึ่งครั้ง โดยฝั่งคุณแม่ไม่ได้เดินทางมา และนัดต่อไปคือวันที่ 10 มิถุนายน หากเรื่องนี้ยังไม่จบ ก็อาจต้องไปเจอกันในศาล ซึ่งอาจมีข้อมูลหรือหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวถูกนำออกมาเพิ่มเติม โดยทรายยังระบุว่า คดีนี้คุณแม่เป็นฝ่ายฟ้องตั้งแต่ต้นปี และมีการใส่ชื่อพี่ชายเป็นพยานในคดีด้วย

สำหรับหลักฐาน ทรายบอกว่าตนมีทั้งเอกสาร แชต และคลิปเสียง โดยคลิปเสียงที่เผยแพร่ออกไปเป็นเพียงบางส่วนจากคลิปเต็มที่ยาวกว่านั้น และยังมีคลิปเสียงของคนอื่นในครอบครัวอีก เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ได้มีเพียงคนเดียวที่กดดันหรือทำให้รู้สึกถูกบีบ แต่ยังมีญาติคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันในหลายช่วงเวลา

เมื่อถูกถามว่ากังวลหรือกลัวผลที่จะตามมาหรือไม่ ทรายตอบว่า ไม่กลัวแล้ว เพราะรู้สึกว่าที่ผ่านมาเหมือนถูกทำร้ายทางใจมาหลายครั้ง สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้กับอดีต แต่เป็นการสู้เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อ พร้อมย้ำว่า วันนี้ตนไม่ใช่เหยื่อของใครอีกแล้ว และจะไม่เก็บความลับให้กับคนที่เคยทำร้ายตนอีกต่อไป อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องนามสกุล ทรายยืนยันว่าไม่ต้องการใช้นามสกุล “สก๊อต” อีกต่อไป

#ทรายสก๊อต #พายสก๊อต #ครอบครัวสก๊อต #โหนกระแส #ดราม่าครอบครัว #ทรายพาย #มายลภัสลัล #ที่ดินหัวหิน #ข้อกฎหมาย #ความรุนแรงในครอบครัว #ข่าวบันเทิง #ข่าวดราม่า #ล้อมวงเล่า

Related stories

All sections

Language
Appearance
Log in / Join free Advertise About Contact