คืบหน้าดราม่าร้านทอง หลังเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 “นัส จุฑารัตน์” ภรรยา “โชค รถแห่” เล่าเหตุการณ์ซื้อทองหนัก 10 บาท ก่อนถูกร้านแจ้งภายหลังว่าเงินขาดเกือบ 30,000 บาท ล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้เคลียร์ใจกันแล้ว โดยผู้บริหารร้านถือกระเช้ามาขอโทษ พร้อมยอมรับว่ามีความผิดพลาดในขั้นตอนการนับเงินของพนักงาน ขณะที่นัสตัดสินใจจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อซื้อความสบายใจ แต่ยอมรับว่ายังรู้สึกคาใจและลั่นชัดว่าเข็ด ไม่กลับไปซื้อร้านนี้อีก
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ทันที เพราะนัสยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุ พนักงานของร้านได้เป็นฝ่ายนับเงินเอง มีการนับต่อหน้าอย่างละเอียด ก่อนที่ร้านจะปล่อยทองออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่ภายหลังกลับโทรมาแจ้งว่าเงินขาด ทำให้เจ้าตัวสงสัยว่าเกิดความผิดพลาดตรงจุดไหนกันแน่
ก่อนหน้านี้ นัสยังระบุว่า หากตรวจสอบแล้วเงินขาดจริงก็พร้อมจ่ายเพิ่ม แต่ต้องการหลักฐานที่ชัดเจน เพราะไม่อยากถูกกล่าวหาหรือถูกมองว่ามีเจตนาไม่สุจริต ขณะเดียวกัน เรื่องก็ยิ่งบานปลายเมื่อมีประเด็นเรื่องข้อความจากฝั่งร้าน ที่นัสมองว่าเป็นการกดดันหรือขู่ดำเนินคดี จนเจ้าตัวประกาศว่าขอไปจบเรื่องนี้ที่โรงพัก
ทางร้านทองยังเสนอชดเชยด้วยการลดค่าบล็อกทองให้บาทละ 350 บาท แต่นัสตัดสินใจปฏิเสธส่วนลดดังกล่าว และขอจ่ายเงินจำนวนเกือบ 30,000 บาทให้เต็มจำนวน เพราะต้องการให้เรื่องจบ และไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้
นัสเปิดเผยความรู้สึกว่า “ไม่เป็นไรพี่ หนูยอมจบ ไม่ต้องลด หนูจ่ายเต็มเลย เพราะหนูอยากจบ มันไม่ใช่เรื่องที่หนูต้องมาวุ่นวายขนาดนี้ ซื้อความสบายใจค่ะ เงินสองหมื่นกว่าบาทเกือบสามหมื่น มันไม่คุ้มกับค่าเสียเวลาเลยจริงๆ”
อย่างไรก็ตาม นัสยอมรับว่า หลังจากได้ดูไฟล์คลิปกล้องวงจรปิดตัวจริงที่ทางร้านนำมาให้ดู ก็ยังรู้สึกก้ำกึ่งและไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าเงินตรงนั้นสรุปเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะคลิปที่นำมาให้ดูก็มาจากฝั่งร้าน ขณะที่เงินทั้งหมดก็เป็นพนักงานของร้านนับเองกับมือ
นัสยังบอกด้วยว่า ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนถูก “มัดมือชก” ให้ต้องเชื่อว่านั่นคือข้อเท็จจริง แต่ที่ยอมจ่าย เพราะไม่อยากให้เรื่องบานปลาย ไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อน และอยากมูฟออนจากประเด็นนี้แล้ว
ขณะเดียวกัน นัสยังตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นไปได้ยากมากที่คนถึง 3 คน ทั้งตัวนัสและพนักงานอีก 2 คน จะนับเงินผิดพลาดตรงกันจนทำให้เงินขาดไปเกือบ 30,000 บาท พร้อมทิ้งท้ายเป็นคำถามถึงร้านทองว่า หากตนซื้อทองมา 10 บาท แต่กลับไปบ้านแล้วพบว่าทองเหลือ 9 บาท ถ้ากลับมาที่ร้าน ร้านจะคืนทองให้อีก 1 บาทหรือไม่
ส่วนประเด็นที่มีกระแสว่าทางร้านทองจะฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา จนนัสรู้สึกเหมือนถูกข่มขู่นั้น ทนายเจมส์อธิบายว่า ในทางกฎหมาย การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมาย เช่น การฟ้องร้องหรือแจ้งความ ไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานข่มขู่ แต่ก็เข้าใจความรู้สึกของลูกค้าที่ต้องรับแรงกดดัน รวมถึงต้องเสียเวลาขับรถย้อนกลับมาเคลียร์ ทั้งที่มีงานด่วนต่อ
เมื่อถูกถามถึงกระแสวิจารณ์ในโซเชียล นัสตอบว่าแล้วแต่คนจะคิด เพราะหลักฐานทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ตนไม่ได้ไปคดโกงหรือขโมยทองใคร หากเงินขาดจริงก็พร้อมจ่ายตั้งแต่แรก แต่สำหรับความสัมพันธ์กับร้านทองแห่งนี้ นัสยืนยันชัดเจนว่าเข็ดแล้ว และจะไม่กลับไปซื้อที่ร้านนี้อีก โดยบอกว่า “เข็ดค่ะ ไม่ซื้อแล้ว ร้านนี้ไม่เข้าแล้ว ต่อให้บอกว่าจะไม่คิดค่าบล็อกตลอดชีวิตหนูก็ไม่เข้าแล้ว”
นัสยังยืนยันด้วยว่า จะไม่ลบคลิปหรือโพสต์ที่เคยลงไว้ เพราะมองว่าสิ่งที่พูดไปทั้งหมดคือข้อเท็จจริง และเป็นการใช้สิทธิของผู้บริโภคในการวิพากษ์วิจารณ์ตามสิ่งที่เกิดขึ้น

ด้านทนายเจมส์ก็ให้มุมมองว่า ความคิดลักษณะนี้อาจทำให้ข้อพิพาทไม่จบ เพราะการจ่ายครั้งนี้เป็นการจ่ายเพื่อซื้อความสบายใจ ส่วนใครจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เพราะเวลาต้องลำบากขึ้นโรงขึ้นศาล คนเหล่านั้นไม่ได้มาเป็นเพื่อนเราด้วย
ขณะเดียวกัน นัสยังได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้ง โดยระบุว่า ”วันนี้ได้คุยกับทางผู้บริหารแล้ว เค้าได้ถือกระเช้ามาให้เพื่อขอโทษขอโพย กับปัญหาที่เกิดขึ้น ตัวเค้าเองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เค้าก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กทำงานกันยังไง ส่วนตัวก็เลยแอบเห็นใจเขานิดหน่อย แล้วพอวันนี้ได้ดูคลิป เราก็เลยไม่มั่นใจว่าเงินตรงนั้นสรุปมันยังไงกันแน่ คลิบก็มาจากฝั่งเขา เหมือนมัดมือชก ให้เราต้องเชื่อว่านั่นคือข้อเท็จจริง ทั้งที่ฝั่งเขาก็นับเงินเองกับมือ อยู่ดีๆวันนี้มาบอกไม่ครบเฉยเลย ถ้าเราไม่จ่าย ก็จะมีคนเดือดร้อนหลายคน ก็เลยช่างมัน จบดีกว่า ถ้ามีสัก 1% ที่เป็นความผิดพลาดเรา ก็สร้างเวรกรรมกันเปล่าๆ ถือว่าถูกบังคับทำบุญ เหนื่อยแล้ว อยากมูฟออนไปเรื่องอื่นแล้ว ก็เลยยอมจ่ายไปให้มันจบ เป็นการจ่ายเงินที่เซ็งสุดๆเลยค่ะ ถ้านัสกลับบ้านไป แล้วไปเช็คว่าทองเหลือ 9 บาท อยากทราบว่าร้านทองจะคืนทอง 1 บาทให้ไหมคะ ก็คงไม่ ถูกไหม ?! ทั้งโลกรู้กันหมดว่าการซื้อขายจบลงตามที่จ่ายเงิน เราคงซวยเอง”
หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็น้ป็นจำนวนมาก โดยคอมเมนต์แรกบอกว่า มันเป็นส่วนของทางร้านที่ต้องไปหาสาเหตุรึป่าว ว่าเงินส่วนนั้นไปไหน ในเมื่อเรามีหลักฐานว่าวางเงินครบ แล้วควรมีบทลงโทษพนักงานมั้ย เงินขนาดนี้นับพลาด เครื่องนับแบงค์ก็ไม่มี อีกคอมเมนต์บอกว่า ทำไมทางร้านไม่หักเงินเดือนของพนักงานสองคนนั้น ดีกว่าจะมาทำให้เสียเคดิตร้าน ทำให้เสียลูกค้า ที่นี้ใครหลายคนเขาคงไม่กลัาไปซื้อทองร้านนั้นละ , ถ้าเป็นกู ลูกน้องกูผิดพลาด กูไม่เอาเงินลูกค้าเด็ดขาด เงินเกือบ 30,000 แต่ต้องเสียลูกค้าไป กูเลือกลูกค้าดีกว่า ,ได้เงินลูกค้าไป29,500 และคุณได้เสียลคที่หอบเงินเกือบล้านไปซื้อทองร้านคุณ1คน และลูกค้าคนอื่นๆอีกเยอะแยะมากมายที่จะไม่เข้าร้านคุณอีก พนักงานพลาดเองควรไปหักเอากับพนักงาน ไม่ใช่มาทำกับลคแบบนี้ และแช็ตที่ส่วมาหาแต่ละแช็ตคำพูดไม่เริ่ด ไม่เริ่ด ร้านนี้ไม่เริ่ดสักอย่าง และอีกคอมเมนต์บอกว่า ต่อไปเราคงต้องซื้อทองร้านอื่น กลัวเจอประเด็นแบบนี้ แล้วทางร้านก็ไม่ได้ ซัปพอร์ต อะไรลูกค้าเลยจนวินาทีสุดท้าย ที่เคลียร์ประเด็น ถึงจะเป็นลูกค้าประจำก็เถอะ
สุดท้ายแล้ว ดราม่าร้านทองครั้งนี้แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคลียร์กันแล้ว แต่นัสก็ยืนยันชัดว่าเป็นบทเรียนราคาแพง และจะไม่กลับไปซื้อร้านเดิมอีก ขณะที่ประเด็นนี้ก็กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการเก็บหลักฐาน ตรวจสอบใบเสร็จ และบันทึกรายละเอียดการซื้อขายให้ชัดเจนทุกครั้ง โดยเฉพาะธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงค่ะ
#นัสจุฑารัตน์ #โชครถแห่ #นัสโชค #ร้านทอง #ดราม่าร้านทอง #ซื้อทอง #ทอง10บาท #เงินขาด #ทนายเจมส์ #ผู้บริโภค #ข่าวบันเทิง #ข่าวดราม่า #ข่าวโซเชียล #ข่าวสังคม #ล้อมวงเล่า






