Breaking
EXCLUSIVE

‘ผู้เสียหาย’ หลายราย ทยอยออกมาแฉพฤติกรรม ‘ไอ้ป๋อง’ สุดช็อก มีตำรวจคอยหนุนหลัง?

This story is not yet available in English.

Read with Google Translate Read the Thai version

‘ผู้เสียหาย’ หลายราย ทยอยออกมาแฉพฤติกรรม ‘ไอ้ป๋อง’ สุดช็อก มีตำรวจคอยหนุนหลัง?

เรื่องราวของ “ป๋อง” ยังถูกขยายต่อเนื่องค่ะ หลังผู้เสียหายวัย 22 ปี ออกมาเปิดประสบการณ์ที่เก็บไว้นานกว่า 7 ปี ผ่านรายการโหนกระแส ล่าสุด “ตุ๊ก” ญาติของครอบครัวผู้เสียชีวิต พ่อ แม่ ลูก และ “บอย” นามสมมุติ ลูกชายของหญิงสาวที่เคยรอดชีวิตจากเหตุรุนแรงเมื่อ 17 ปีก่อน ได้มาเปิดใจในรายการเปิดปาก พร้อมตั้งคำถามถึงการติดตามคดีคนหาย รวมถึงที่มาของอาวุธและวัตถุอันตรายที่พบในคดี ด้านกัน จอมพลังเตรียมส่งข้อมูลให้ตำรวจตรวจสอบหมายเลขประจำอาวุธ หากตรงกับคดีเก่า ต้องตอบให้ได้ว่า ของกลางที่ควรถูกเก็บไว้กลับมาอยู่ในมือป๋องได้อย่างไร ขณะที่ข้อกล่าวอ้างเรื่องบุคคลในเครื่องแบบยังต้องตรวจสอบจากหลักฐานอย่างละเอียดค่ะ

จากกรณีการหายตัวไปของ สองพี่น้องชาวรัสเซีย ก่อนที่ตำรวจจะติดตามจับกุมตัวไอ้ป๋อง และ ไอ้ธง พร้อมขยายผลไปถึงอีกคดีของครอบครัวพ่อ แม่ ลูก ซึ่งตามคำรับสารภาพไอ้ป๋อง ไอ้ธง ตอนนี้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 5 ราย และถูกนำไปอำพรางไว้ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ทำให้คดีนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมจับตาอย่างหนัก และสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต รวมถึงประชาชนที่ติดตามข่าวเป็นอย่างมากค่ะ

ขณะที่ล่าสุดค่ะ ผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อจากไอ้ป๋อง ก็ได้ทยอยออกมาแฉพฤติกรรมของไอ้ป๋อง โดยรายแรกคือเอ (นามสมมุติ) ได้มาเปิดใจในรายการโหนกระแส ดำเนินรายการโดยพี่หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย พร้อมด้วยดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตเลขานุการกระทรวงยุติธรรม และ ร้อยตำรวจเอกอมรพันธ์ นิติธีรานนท์ อดีตผู้พิพากษาและทนายความ มาร่วมพูดคุยในรายการด้วยค่ะ โดยเอก็ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อ 7 ปีก่อน ปัจจุบันเอมีอายุ 22 ปี โดยการออกมาเปิดใจของเอในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังชื่อของ “ไอ้ป๋อง” กลายเป็นข่าวใหญ่ จากคดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต 5 รายค่ะ

โดยเอเล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้จักกับไอ้ป๋อง เกิดขึ้นหลังเธอเห็นเขาไปเก็บเงินกู้บริเวณที่พักของเพื่อน ต่อมาไม่กี่วัน ป๋องกลับค้นหาเฟซบุ๊กของเธอจนเจอ และส่งคำขอเป็นเพื่อนเข้ามา ทั้งที่เธอไม่ได้ตั้งรูปหน้าตัวเองไว้ในโปรไฟล์ หลังจากนั้นค่ะ ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยไอ้ป๋องวางตัวเหมือนพี่ชาย ไม่ได้แสดงท่าทีเข้ามาจีบ และมักชวนเธอออกไปกินข้าวหรือไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนหลายครั้ง แต่เธอปฏิเสธมาตลอด จนครั้งหนึ่งป๋องชวนไปดูการลองรถบริเวณถนนสาย 331 พร้อมบอกว่าสามารถพาเพื่อนไปด้วยได้ เธอจึงยอมไป เพราะคิดว่ามีคนอยู่หลายคนและไม่น่าจะเกิดอันตราย

หลังจากไปดูรถและแยกย้ายกันกลับ ป๋องได้โทรมาติดต่อ พร้อมอ้างว่ามีสิ่งของบางอย่างหายไปจากอู่ซ่อมรถ และสงสัยว่าเธอกับเพื่อนอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงขอให้กลับไปช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เอเล่าว่า ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่ากำลังถูกวางแผน จึงยอมให้ลูกน้องของป๋องไปรับ เพราะคิดว่าจะพากลับไปพูดคุยกันที่อู่ แต่ระหว่างทางกลับถูกพาเลยจุดหมายและมุ่งหน้าไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึง เธอพบว่าไอ้ป๋องถืออาวุธอยู่ และอ้างว่าสิ่งของที่หายมีมูลค่าประมาณ 50,000 บาท เธอยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนเอาไป และเสนอให้ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด แต่สุดท้ายหลังจากเพื่อนของเธอถูกส่งกลับไปก่อน เธอกลับถูกล็อกมือไว้ด้านหลัง ใช้ถุงคลุมศีรษะ และถูกพาขึ้นรถไปยังห้องพักแห่งหนึ่ง

จากนั้นถูกให้กินยาเม็ดสีฟ้า 2 เม็ด โดยบอกว่าเป็นยาแก้แพ้ ก่อนจะเกิดอาการอ่อนแรงและหมดสติ เมื่อตื่นขึ้นมา เออ้างว่าถูกล่วงละเมิด แม้จะพยายามต่อสู้และขัดขืนแล้วก็ตาม
โดยหลังเกิดเหตุ ไอ้ป๋องยังนำคลิปที่เคยกระทำรุนแรงกับบุคคลอื่นมาเปิดให้ดู พร้อมถามว่าอยากไปแจ้งความหรือไม่ และพูดในทำนองว่า นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนที่กล้าแจ้งตำรวจ ทำให้เอหวาดกลัวและไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

เอเล่าต่อว่า เธอถูกควบคุมอยู่ในห้องพักนานร่วม 3 เดือน โดยประมาณ 2 เดือนแรกถูกล็อกกุญแจมือไว้แทบตลอดเวลา ส่วนโทรศัพท์ถูกยึด และไอ้ป๋องก็เป็นผู้สวมรอยตอบข้อความของเพื่อนกับครอบครัว ทำให้ทุกคนเข้าใจว่า เธอยังปลอดภัยและไปพักอยู่กับเพื่อน กระทั่งคืนหนึ่ง เออาศัยจังหวะที่ไอ้ป๋องออกไปข้างนอก วิ่งหนีออกมาได้ แต่กลับถูกขู่ว่าจะเผยแพร่คลิปส่วนตัว และจะทำอันตรายป้ากับน้อง พร้อมส่งภาพหน้าบ้านมาให้ดู ทำให้เธอกลัวว่าครอบครัวจะได้รับอันตราย และต้องยอมกลับไปหาไอ้ป๋องอีกครั้ง

ต่อมาค่ะเอหนีออกมาได้เป็นครั้งที่สอง และไปหลบอยู่กับเพื่อนประมาณหนึ่งเดือน แต่เมื่อกลับบ้านกลับได้ยินเสียงคล้ายอาวุธบริเวณหน้าบ้าน จึงหวาดกลัวว่าคนในครอบครัวจะไม่ปลอดภัย และตัดสินใจกลับไปหาป๋องอีกครั้ง ครั้งนี้เออ้างว่า ไอ้ป๋องพาเธอไปยังพื้นที่ป่าบริเวณชากแง้ว พร้อมนำจอบติดรถไปด้วย ก่อนใส่กุญแจมือและลงมือขุดหลุม แล้วพูดในลักษณะว่า หลุมดังกล่าวคือบ้านของเธอ ทำให้พี่หนุ่ม กรรชัย ตั้งข้อสังเกตว่า วิธีการตามคำบอกเล่ามีความคล้ายกับพฤติการณ์ในคดีผู้เสียชีวิต 5 ราย ทั้งการควบคุมมือไว้ด้านหลัง การพาไปพื้นที่เปลี่ยว และการขุดหลุม อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังต้องรอการตรวจสอบจากตำรวจและพยานหลักฐานค่ะ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ เอเล่าว่า หลังหนีออกมา เธอเคยเดินทางไปขอแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรบางละมุง แต่ถูกแจ้งว่า เหตุเกิดในพื้นที่ห้วยใหญ่ จึงต้องไปแจ้งกับสถานีเจ้าของพื้นที่

โดยทางด้าน ร.ต.อ.อมรพันธ์ นิติธีรานนท์ อธิบายว่า การรับคำร้องทุกข์กับอำนาจสอบสวนเป็นคนละเรื่องกัน ประชาชนสามารถร้องทุกข์กับตำรวจได้ แม้จะไม่ใช่สถานีในพื้นที่เกิดเหตุ จากนั้นจึงส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ไม่ควรปฏิเสธเพียงเพราะเหตุเกิดนอกเขต และผู้เสียหายที่รู้สึกไม่ปลอดภัยก็สามารถยื่นขอคุ้มครองพยานได้ ส่วนปมที่ถูกจับตามากที่สุด คือเออ้างว่า ไอ้ป๋องเคยพาเธอไปพบชายคนหนึ่ง และบอกว่าเป็นตำรวจในพื้นที่ อีกทั้งในช่วงที่ป๋องถูกเจ้าหน้าที่ติดตาม ยังมีบุคคลโทรศัพท์มารายงานความเคลื่อนไหวว่า ตำรวจกำลังเดินทางไปถึงไหน เพื่อให้ไอ้ป๋องรีบหลบหนี

และยังบอกอีกว่าเคยได้ยินชายคนดังกล่าวพูดกับไอ้ป๋องในทำนองว่า “ลบชื่อออกจากระบบให้แล้ว” โดยเหตุการณ์น่าจะเกิดขึ้นช่วงปี 2561 แต่จำวันเวลาแน่ชัดไม่ได้ และประเด็นนี้ก็ต้องตรวจสอบก่อนว่า บุคคลดังกล่าวเป็นใคร มีหน้าที่อะไร สามารถลบข้อมูลได้จริง หรือเป็นเพียงการพูดอวดอ้างว่ามีอำนาจ จึงยังสรุปไม่ได้ว่ามีการช่วยเหลือทางคดีเกิดขึ้นจริงค่ะ

โดย ร.ต.อ.อมรพันธ์ยังบอกอีกว่า แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วประมาณ 7 ปี แต่คดียังอยู่ในอายุความ โดยบางฐานความผิดมีอายุความ 10 ปี จึงยังสามารถแจ้งความและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมได้ ทั้งเรื่องกักขังหน่วงเหนี่ยว ความผิดทางเพศ การข่มขู่ การกระทำรุนแรง ความผิดเกี่ยวกับอาวุธ นอกจากนี้ เพราะขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปี การกระทำต่อเด็กอาจมีโทษหนักกว่ากรณีผู้เสียหายเป็นผู้ใหญ่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือพยานหลักฐาน เพราะศาลจะตัดสินจากหลักฐานในสำนวน ไม่ใช่ข่าวหรือกระแสสังคม จึงต้องรวบรวมทั้งพยานบุคคล สถานที่เกิดเหตุ ข้อมูลการติดต่อ และประวัติคดีเดิมให้ครบถ้วนค่ะ ส่วนประเด็นประวัติการรักษาทางจิตเวช ร.ต.อ.อมรพันธ์อธิบายว่า การมีใบรับรองหรือประวัติรักษา ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นความรับผิดโดยอัตโนมัติ หากแพทย์เห็นว่ายังไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ศาลอาจพักการพิจารณาและส่งไปรักษาก่อน แต่เมื่ออาการดีขึ้น ก็ต้องกลับมาดำเนินคดีตามปกติค่ะ

ด้าน ดร.ธนกฤต จิตอารีรัตน์ ตั้งคำถามถึงระบบติดตามผู้กระทำผิดซ้ำ โดยมองว่า หากป๋องมีประวัติเข้าออกเรือนจำและเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง ก็ควรมีมาตรการติดตามหลังพ้นโทษอย่างเข้มงวด ทั้งการติดกำไล EM การรายงานตัว และการประสานตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวัง และดร.ธนกฤตยังพูดถึงพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดบุคคลที่ควรถูกติดตามอย่างใกล้ชิดจึงกลับออกมาโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ และมองว่า หากกฎหมายถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้ยากขึ้น โดยเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์เพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องร่วมกันทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานในพื้นที่ค่ะ

สำหรับข้อเรียกร้องให้ลงโทษสูงสุด ร.ต.อ.อมรพันธ์อธิบายว่า ประเทศไทยยังมีโทษประหาร และการรับสารภาพไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการลดโทษเสมอไป หากศาลเห็นว่ารับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ไม่ได้เกิดจากความสำนึกผิด ศาลอาจไม่ลดโทษให้ได้ แต่คำพิพากษาสุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนค่ะ

โดยเอยืนยันว่า เหตุผลที่ตัดสินใจออกมาพูด เพราะเมื่อเห็นข่าวผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย เธอกินไม่ได้ นอนไม่หลับ และหวาดกลัวว่า หากป๋องได้รับการลดโทษและกลับออกมาอีก อาจมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น จึงต้องการให้ได้รับโทษสูงสุด นอกจากนี้พี่หนุ่มเปิดเผยว่า ได้ประสานกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแล้ว ขณะที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ติดต่อมายังรายการ เพื่อรับตัวผู้เสียหายไปแจ้งความ และประสานกระทรวงยุติธรรมเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยาน เนื่องจากเธออาจเป็นพยานสำคัญ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงบุคคลซึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่ค่ะ

นอกจากนี้ค่ะ ยังมีตุ๊ก ญาติของผู้เสียชีวิต ครอบครัวพ่อแม่ลูก บอย(นามสมมุติ)ลูกชายของหญิงสาวที่เคยคบหากับไอ้ป๋อง ผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่ออีกรายของไอ้ป๋อง ก็ได้มาเปิดใจในรายการ “เปิดปาก” ดำเนินรายการโดย คิงส์–พีระวัฒน์ อัฐนาค พร้อมด้วย กัน จอมพลัง มาร่วมพูดคุยในรายการค่ะ โดย “ตุ๊ก” ญาติของครอบครัวผู้เสียชีวิต เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ครอบครัวของพี่สาวไม่เคยรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับไอ้ป๋องมาก่อน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเงินกู้หรือสิ่งผิดกฎหมายตามที่เคยมีกระแสข่าวออกมา แต่กลับต้องกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่วนสิ่งที่ครอบครัวต้องการ คือขอให้ผู้ก่อเหตุได้รับโทษสูงสุด เพราะไม่ต้องการให้กลับออกมาสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนอีก

 

ตุ๊กยังเล่าถึงช่วงที่ครอบครัวเข้าแจ้งคนหายว่า หลังแจ้งเรื่องไปแล้ว กลับไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาสอบถามหรือแจ้งความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ญาติต้องเป็นฝ่ายโทรติดตามเอง และหลักฐานจากกล้องวงจรปิดหลายจุดก็เป็นญาติที่ออกตามหาภายหลังจากพบผู้เสียชีวิตแล้ว ทำให้เธอตั้งคำถามว่า หากมีการตรวจสอบภาพและติดตามเบาะแสตั้งแต่ต้น อาจจับตัวไอ้ป๋องได้เร็วกว่านี้ และอาจป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับพี่น้องชาวรัสเซียได้

แม้ภายหลังตำรวจจะกล่าวขอโทษและยอมรับว่าการรายงานความคืบหน้าแก่ญาติยังมีข้อบกพร่อง แต่ตุ๊กย้ำว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ใส่ใจทุกคดีคนหาย อย่ามองว่าเป็นเพียงเรื่องเล็ก เพราะความล่าช้าอาจทำให้สถานการณ์ขยายกลายเป็นเรื่องใหญ่ พร้อมฝากว่า การขอโทษครั้งนี้ควรนำไปสู่การปรับปรุงการทำงานจริง เพื่อไม่ให้ครอบครัวอื่นต้องเผชิญเหตุการณ์เช่นเดียวกันอีก

โดย“บอย” นามสมมุติ ลูกชายของหญิงสาวที่เคยคบหากับไอ้ป๋อง ก็ได้เล่าย้อนเหตุการณ์เมื่อประมาณ 17 ปีก่อนว่า ครั้งแรกที่พบไอ้ป๋อง ขณะนั้นเขามีอายุราว 14–15 ปี อีกฝ่ายนำอาวุธมาข่มขู่ตรงศีรษะอยู่นานหลายนาที โดยบอยมองว่าเป็นการแสดงอำนาจและพยายามทำให้เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ เพราะภายในบ้านยังมีเครื่องแบบตำรวจแขวนอยู่ด้วย ขณะที่ไอ้ป๋องมักอ้างว่าเป็นอดีตตำรวจและรู้จักเจ้าหน้าที่หลายคน และหลังจากแม่เข้าไปคบหากับป๋อง ก็ถูกดึงให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย โดยไอ้ป๋องอ้างว่ามีคนรู้จักเป็นตำรวจและสามารถจัดหาของบางอย่างออกมาได้ กระทั่งแม่เริ่มไม่ไหวและพยายามตีตัวออกห่าง จึงเกิดการโต้เถียงและถูกข่มขู่ถึงครอบครัว ก่อนถูกพาไปยังบริเวณเขาชีจรรย์ ซึ่งมีการเตรียมหลุมเอาไว้แล้ว

โดยบอยบอกว่า แม่ของเขาถูกกระทำอย่างรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บหนัก และก่อนเกิดเหตุ ไอ้ป๋องยังพูดในลักษณะโอ้อวดว่า บริเวณดังกล่าวเคยถูกใช้เป็นจุดอำพรางร่างมาแล้วหลายราย แต่ระหว่างที่กำลังพาแม่ออกจากจุดนั้น รถจักรยานยนต์เกิดล้มและมีชาวบ้านออกมาดู แม่จึงอาศัยจังหวะคว้ารถหลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากญาติ ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาลและรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด และอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาอย่างหนัก คือข้อสงสัยเรื่องอาวุธค่ะ เพราะบอยตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธที่พบในคดีล่าสุด อาจมีลักษณะคล้ายกับกระบอกที่ไอ้ป๋องเคยใช้ข่มขู่เขาเมื่อ 17 ปีก่อน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นกระบอกเดียวกันหรือไม่       

 

โดยทางด้านกัน จอมพลัง เปิดเผยว่า ได้ประสานผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีให้ตรวจสอบ โดยอาวุธทุกกระบอกจะมีหมายเลขประจำ หากนำหมายเลขจากของกลางในคดีล่าสุดไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในคดีเก่า ก็จะสามารถตอบได้ว่าเป็นกระบอกเดียวกันหรือไม่ และหากเลขตรงกัน ก็จะเกิดคำถามสำคัญทันทีว่า อาวุธที่ควรถูกยึดไว้กลับมาอยู่กับไอ้ป๋องได้อย่างไร แต่หากเป็นคนละกระบอก ก็ต้องตรวจสอบต่อว่า หลังพ้นโทษไอ้ป๋องสามารถหาอาวุธมาได้จากช่องทางใด

นอกจากนี้ กัน จอมพลัง ยังตั้งข้อสงสัยถึงวัตถุอันตรายจำนวน 2 ลูก เนื่องจากบอยยืนยันว่า เคยเห็นของลักษณะเดียวกันอยู่กับไอ้ป๋องตั้งแต่เมื่อ 17 ปีก่อน ขณะที่ไอ้ป๋องให้ข้อมูลกับตำรวจว่าเพิ่งซื้อหลังออกจากเรือนจำไม่นาน แต่กลับมีข้อมูลว่า บุคคลที่อาจเป็นผู้ขายเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 2 ปี กันจึงเตรียมส่งหลักฐานและข้อความที่ได้รับให้ตำรวจตรวจสอบว่า เป็นของชุดเดิมที่เก็บไว้มานาน หรือเป็นของที่เพิ่งจัดหามาใหม่ และที่สำคัญคือ ได้มาจากใครค่ะ

ส่วนข้อสงสัยที่ว่า ไอ้ป๋องมีตำรวจหนุนหลังหรือไม่ กันบอกว่า ตำรวจชุดปัจจุบันปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ในอดีตหรือเจ้าหน้าที่คนอื่นออกทั้งหมดได้ จึงควรตรวจสอบย้อนกลับว่า ไอ้ป๋องเรียนรู้วิธีการ ขั้นตอน เครื่องแบบ และการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่มาจากไหน รวมถึงมีบุคคลใดเคยให้ความช่วยเหลือหรือปล่อยปละละเลยหรือไม่

โดยกัน จอมพลัง ยังเปิดเผยอีกหนึ่งเบาะแสที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบค่ะ โดยบอกว่า ขอภาวนาให้จำนวนผู้เสียชีวิตหยุดอยู่เพียง 5 ราย เพราะทุกครั้งที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือ มักจะมีข้อมูลใหม่ ๆ หลั่งไหลเข้ามา และล่าสุดมีเคสหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นหญิงสาวในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งขาดการติดต่อกับครอบครัวมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ก่อนจะขาดการติดต่อ หญิงรายนี้เคยโทรมาบอกกับคนในครอบครัวว่า รถจักรยานยนต์หาย หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก โทรศัพท์ที่เคยโทรติดกลับปิดหรือไม่สามารถใช้งานได้ ขณะเดียวกัน รูปโปรไฟล์ของเธอยังเป็นภาพที่ถ่ายบริเวณเขาชีจรรย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกพูดถึงในหลายเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จึงยิ่งทำให้ครอบครัวเกิดความกังวลค่ะ

อย่างไรก็ตาม กัน จอมพลังย้ำว่า ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า หญิงสาวรายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกลุ่มของป๋อง หรือเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ จึงยังไม่ควรด่วนสรุป แต่ได้ประสานผู้บังคับการตำรวจในพื้นที่ให้ช่วยตรวจสอบและติดตามตัวแล้ว เพื่อหาคำตอบว่าเธอยังปลอดภัยหรือไม่ และหากพบว่ายังมีชีวิตอยู่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่หากไม่สามารถติดต่อหรือพบตัวได้จริง เจ้าหน้าที่ก็ต้องเร่งตรวจสอบต่อว่า เกิดอะไรขึ้นกับเธอ ใครเป็นบุคคลสุดท้ายที่ติดต่อด้วย รวมถึงเส้นทางการเดินทางและข้อมูลโทรศัพท์ก่อนขาดการติดต่อ เพื่อให้ได้คำตอบอย่างชัดเจน พร้อมฝากประชาชนที่มีเบาะแสช่วยแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วยค่ะ

 

เรียกได้ว่า ยิ่งข้อมูลถูกเปิดออกมามากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นชัดว่า พฤติกรรมของไอ้ป๋องไม่ใช่แค่ความรุนแรงทั่วไป แต่มันโหดเกินกว่าที่คนธรรมดาจะทำกับคนด้วยกันได้ค่ะ ทั้งการข่มขู่ ควบคุม ทำให้ผู้เสียหายต้องอยู่กับความหวาดกลัว รวมถึงคำบอกเล่าหลายเหตุการณ์ที่ย้อนกลับไปนานนับสิบปี จนวันนี้สังคมต้องตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาเขาหลุดรอดและกลับมาก่อเหตุซ้ำได้อย่างไร และสิ่งที่ครอบครัวผู้เสียหายต้องการมากที่สุดในวันนี้ คือความจริงทั้งหมด การลงโทษที่สาสม และความมั่นใจว่า คนแบบนี้จะไม่มีโอกาสกลับออกมาทำร้ายใครได้อีกค่ะ

#โหนกระแส #เปิดปาก #หนุ่มกรรชัย #คิงส์พีระวัฒน์ #กันจอมพลัง #คดีป๋อง #เหยื่อป๋อง #ญาติผู้เสียหาย #ครอบครัวพ่อแม่ลูก #คดีคนหาย #เขาชีจรรย์ #เปิดอดีต17ปี #อาวุธของกลาง #วัตถุอันตราย #ตรวจสอบหมายเลขอาวุธ #ตำรวจถูกพาดพิง #คุ้มครองพยาน #กระทำผิดซ้ำ #ขอความเป็นธรรม #โทษสูงสุด #ข่าวสังคม #ข่าวอาชญากรรม

Related stories

All sections

Language
Appearance
Log in / Join free Advertise About Contact