หลังเงียบและเลือกไม่ตอบโต้มาเกือบ 3 ปี ล่าสุด “ต้อม รชนีกร” พร้อมทนายส่วนตัว ตั้งโต๊ะแถลงเปิดใจหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยชดใช้ค่าเสียหายรวมประมาณ 7.7 ล้านบาท เจ้าตัวบอกเหมือนได้ “ปลดล็อกชีวิต” หลังต้องอยู่กับทั้งอาการทางร่างกายและเสียงวิจารณ์มาตลอด พร้อมเคลียร์ชัดประเด็นถูกมองว่า “ทำศัลยกรรมฟรีแล้วยังฟ้อง” โดยย้ำว่า สำหรับเธอ “คำว่าทำฟรีไม่มีจริง” เพราะมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ขณะที่ทีมทนายประกาศพร้อมสู้ต่อ หากอีกฝ่ายใช้สิทธิ์อุทธรณ์ค่ะ
ตามกันต่อค่ะ สำหรับคดีข้อพิพาทระหว่างนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง “ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี” กับ “ปิ่น พิศพรรณ ศรีไชยยันต์” ผู้บริหารโรงพยาบาลเลอลักษณ์ รวมถึงแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง จากกรณีศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ซึ่งต้อมบอกว่า หลังเข้ารับการผ่าตัดแล้วได้รับผลกระทบทั้งต่อใบหน้า การใช้ชีวิต และการทำงาน ก่อนจะมีการยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน50ล้านบาทค่ะ
ก่อนหน้านี้ ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายรวมประมาณ 7.7 ล้านบาท และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลร่วมรับผิดด้วย โดยแบ่งเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าผ่าตัดแก้ไขประมาณ 2.9 ล้านบาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำงานประมาณ 1.8 ล้านบาท และค่าเสียหายในอนาคตอีกประมาณ 3 ล้านบาท ขณะที่ฝั่ง “ปิ่น เลอลักษณ์” และทีมทนายประกาศชัดว่าจะใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อไปค่ะ
ขณะที่ล่าสุดค่ะ หลังคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกมา ทางด้าน “ต้อม รชนีกร” พร้อมด้วย “นายสิทธิชัย กฤติยาเมธากุล” ทนายความส่วนตัว ก็ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจถึงเรื่องราวทั้งหมด โดยต้อมบอกว่า ตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเองถูกโจมตีมาโดยตลอด แต่เลือกที่จะเงียบ ไม่ออกมาตอบโต้ เพราะมองว่ายิ่งพูดก็ยิ่งกลายเป็นการสาดโคลนใส่กัน หลังได้ฟังคำพิพากษาครั้งนี้ รู้สึกทั้งดีใจและโล่งใจ เหมือนได้กลับมาเป็นคนปกติอีกครั้ง เพราะตลอดช่วงที่ผ่านมาเธอสูญเสียความมั่นใจอย่างมาก ถึงขั้นเวลาออกไปเดินตลาดยังต้องใส่หน้ากากอนามัยปิดใบหน้า เพราะกังวลว่าสายตาของคนรอบข้างจะมองตัวเองอย่างไร พร้อมกล่าวขอบคุณศาล และบอกว่าสำหรับเธอ วันนี้ทำให้เชื่อว่า “ความยุติธรรมมีอยู่จริง”
แต่ต้อมย้ำว่า สิ่งที่ต้องเผชิญไม่ได้มีเพียงเรื่องความสวยงามค่ะ เพราะทุกวันนี้ยังมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอยู่ ทั้งปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร ไม่สามารถอ้าปากได้เต็มที่ การทำฟันต้องหยุดพักเป็นระยะเพราะมีอาการปวดเกร็งขึ้นไปบริเวณเบ้าตาและขมับ รวมถึงมีพังผืด ซึ่งแพทย์เองยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่า สุดท้ายแล้วอาการเหล่านี้จะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่
เจ้าตัวยังบอกอีกว่า มีอาการชาบริเวณปาก ส่งผลต่อการออกเสียง ทำให้พูดช้าลง และกระทบกับการรับงานแสดงรวมถึงงานร้องเพลงที่เคยทำได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังเกิดความหวาดกลัวกับการทำศัลยกรรม ถึงแม้จะมีสถานพยาบาลทั้งในไทยและเกาหลีติดต่อเข้ามาเสนอช่วยแก้ไขใบหน้าให้ แต่จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่กล้าตัดสินใจทำ เพราะยังมีความกลัวติดอยู่ค่ะ โดยต้อมยืนยันว่า เหตุผลที่ตัดสินใจฟ้องร้องไม่ใช่เพราะต้องการเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความถูกต้อง ศักดิ์ศรี และสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่าต้องแบกรับมาตลอดหลายปี

ขณะเดียวกันค่ะ ทนายสิทธิชัย ก็ได้อธิบายถึงข้อกฎหมาย โดยบอกว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคทางการแพทย์ และศาลได้พิจารณาจากทั้งพยานบุคคล เอกสารทางการแพทย์ และพยานหลักฐานที่อยู่ในสำนวน ก่อนมีคำพิพากษาในชั้นต้นออกมาค่ะ ส่วนประเด็นที่ฝั่งจำเลยตั้งข้อสังเกตว่า มีการยื่นเอกสารใบรับรองแพทย์เพิ่มเติมภายหลังนั้น ทนายสิทธิชัยชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวมีอยู่ในสำนวนเดิมแล้ว เพียงแต่มีขั้นตอนการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และยังย้ำว่า การพิจารณาของศาลไม่ได้อาศัยเอกสารเพียงชิ้นเดียว แต่พิจารณาหลักฐานหลายส่วนประกอบกัน
และเมื่อถามถึงการที่ฝั่ง “ปิ่น เลอลักษณ์” และทีมทนายเตรียมใช้สิทธิ์อุทธรณ์ โดยทางทนายสิทธิชัยก็บอกว่า ไม่ได้กังวล เพราะพร้อมต่อสู้ตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวน หากอีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์มา ก็พร้อมยื่นคำแก้อุทธรณ์ในทุกประเด็นค่ะ ส่วนเรื่องจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ประมาณ 7.7 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าจำนวนที่เคยเรียกร้องนั้น ทนายสิทธิชัยบอกว่า ฝั่งโจทก์เองก็มีสิทธิ์พิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของจำนวนเงินได้เช่นกัน แต่เรื่องนี้ยังต้องกลับไปหารือกับต้อมอีกครั้งก่อนว่าจะดำเนินการหรือไม่
อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้อมเปิดใจแบบอัดอั้นมากที่สุด ก็คือเรื่องที่เธอบอกว่าตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเองกลายเป็น “จำเลยสังคม” ถูกชาวเน็ตต่อว่าอย่างหนัก โดยเฉพาะคำว่า “เนรคุณ” ที่ถูกโยงเข้ากับประเด็นว่า เธอได้รับการทำศัลยกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่กลับมาฟ้องร้องในภายหลัง โดยต้อมบอกว่า วันนี้เหมือนตัวเองได้ปลดล็อกชีวิต และได้กลับมายืนด้วยศักดิ์ศรีอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ต่อให้เธอพยายามพูดอย่างไร ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งไม่เชื่อ ขณะที่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาตัวเองก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับทั้งผลกระทบทางร่างกายและจิตใจโดยที่หลายคนไม่เคยเห็น ส่วนกรณีที่อีกฝ่ายออกมาเปิดใจทั้งน้ำตา และพูดถึงผลกระทบทางธุรกิจที่ได้รับ ต้อมก็มองว่า ตัวเองเองก็ร้องไห้และเผชิญกับความทุกข์มานานถึง 3 ปีเช่นกัน เพียงแต่ที่ผ่านมาเลือกที่จะไม่ออกมาพูดทุกอย่างผ่านสื่อค่ะ

นอกจากนี้ เธอยังฝากไปถึงกลุ่มบัญชีอวตารที่มักเข้าไปคอมเมนต์ตามงานหรือช่องทางต่าง ๆ ว่า อยากให้หยุดทำร้ายกัน เพราะไม่ได้สร้างผลกระทบเฉพาะกับตัวเธอเท่านั้น แต่ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ว่าจ้างและคนรอบข้างด้วย ส่วนประเด็นที่ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงเรื่องการฟ้องกลับ ต้อมและทนายยืนยันว่าไม่ได้กังวล เพราะมองว่าการดำเนินคดีต้องว่ากันตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม ตอนนี้สิ่งที่ต้อมต้องการโฟกัสมากที่สุดคือการรักษาตัวเอง ส่วนเรื่องคดีก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการกฎหมายต่อไปค่ะ
โดยต้อมย้ำว่า อยากให้สังคมเข้าใจใหม่ว่า สำหรับกรณีของเธอ “คำว่าฟรีไม่มีจริง” เพราะมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะของการต่างตอบแทน เธอเองก็มีมูลค่าจากชื่อเสียงและการทำงาน ขณะที่อีกฝ่ายก็ย่อมมองเห็นสิ่งที่จะได้รับกลับไป หากผลลัพธ์ออกมาดี ก็อาจส่งผลต่อชื่อเสียงและลูกค้าของสถานพยาบาลเช่นกัน ดังนั้นในมุมของเธอ จึงไม่ใช่การทำให้ฟรีโดยไม่มีสิ่งใดตอบแทนค่ะ
เรียกได้ว่า การออกมาเปิดใจครั้งนี้ “ต้อม รชนีกร” เปิดใจหลายเรื่องที่เก็บเอาไว้นานเกือบ 3 ปีเลยค่ะ ทั้งผลกระทบต่อร่างกาย การทำงาน สภาพจิตใจ แต่ถึงแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาออกมาแล้ว เรื่องนี้ก็ยังไม่ถือว่าจบค่ะ เพราะฝั่ง “ปิ่น เลอลักษณ์” และทีมทนายยืนยันว่าจะใช้สิทธิ์อุทธรณ์ ขณะที่ฝั่งต้อมเองก็ประกาศพร้อมสู้ต่อทุกประเด็นเช่นกัน งานนี้จึงต้องจับตาว่า ในชั้นอุทธรณ์ ว่าทั้งสองฝ่ายจะงัดพยานหลักฐานและเหตุผลอะไรขึ้นมาต่อสู้กันอีก และสุดท้ายแล้วคดีที่ยืดเยื้อมานานหลายปีครั้งนี้จะไปจบลงตรงไหน เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปค่ะ
#ต้อมรชนีกร #ปิ่นเลอลักษณ์ #โรงพยาบาลเลอลักษณ์ #ต้อมปิ่น #คดีศัลยกรรม #ศัลยกรรม #คำพิพากษา #ชนะคดี #ค่าเสียหาย #77ล้าน #เนรคุณ #ทำฟรีไม่มีจริง #ข่าวบันเทิง #ข่าวดารา #ข่าวดราม่า #ประเด็นร้อน #ล้อมวงเล่า



