Tuesday, 28 July 2026 Login Register
ล้อมวงเล่า ข่าว Exclusive

‘คู่กรณี’ กางไทม์ไลน์ปมเงินรุ่น ฝั่ง ‘น้อง ม.’ ฟาดกลับ-งัดคลิปเสียง โต้กลับหนังคนละม้วน

ดราม่านักศึกษาหญิงคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยดัง เดือดอีกระลอก หลังฝั่งคู่กรณีออกมากางไทม์ไลน์ ชี้จุดแตกหักเริ่มจากข้อตกลงเก็บเงินจัดงานเลี้ยงบัณฑิต พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้ล้อเลียนอุบัติเหตุของคุณพ่อ ไม่ได้กีดกันเรื่องเรียน และลบออกจากกลุ่มเพราะไม่ร่วมรับผิดชอบเรื่องเงิน ขณะที่ “น้อง ม.” งัดคลิปเสียงและแชทฉบับเต็มออกมาโต้กลับ ยืนยันถูกกดดันให้จ่ายเงินก้อน 2,500 บาท พร้อมกล่าวหาว่าอีกฝ่ายใช้แชทที่ไม่ตรงกับเหตุการณ์จริงมาชี้แจง

  ตามกันต่อค่ะ สำหรับกรณีนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ก่อนหน้านี้ “น้อง ม.” ออกมาเล่าทั้งน้ำตา พร้อมเปิดหลักฐานแชท อ้างว่าถูกเพื่อนร่วมสาขาใช้ถ้อยคำกดดัน และลบออกจากกลุ่มแชทของรุ่น จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและการเรียน ขณะที่ต่อมาฝั่งคู่กรณีก็ได้มีการโพสต์ขอโทษ พร้อมยอมรับผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ดราม่าก็ยังไม่จบ กลับเกิดกระแสวิพากวิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์

ขณะที่ล่าสุด ฝั่งคู่กรณีก็ได้ออกมากางไทม์ไลน์ชี้แจงอย่างละเอียด โดยจุดแตกหักมาจากเรื่อง “เงินกองกลางจัดงานเลี้ยงบัณฑิต” โดยฝั่งคู่กรณีระบุว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 นักศึกษาในรุ่นได้ประชุมและตกลงร่วมกันว่าจะเก็บเงินคนละ 100 บาทต่อเดือน หากจ่ายช้าจะมีค่าปรับวันละ 10 บาท โดยเงินก้อนดังกล่าวจะนำไปใช้จัดงานเลี้ยงให้กับเพื่อนที่สำเร็จการศึกษา และทุกคนในรุ่นต้องร่วมจ่ายตามข้อตกลง หากใครจ่ายเงินแล้วแต่ไม่ได้เข้าร่วมงาน ก็จะถือว่าเป็นการช่วยสมทบเลี้ยงเพื่อน และหากจัดงานเสร็จแล้วยังมีเงินเหลือ ก็จะคืนเงินให้สมาชิกทั้งหมด การเก็บเงินเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งช่วงแรกไม่มีปัญหา กระทั่งเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2569 ฝั่งคู่กรณีอ้างว่า น้อง ม. เริ่มจ่ายเงินล่าช้า และมีท่าทีไม่ต้องการจ่ายต่อ
ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2569 น้อง ม. แจ้งว่าขอหยุดจ่ายไว้ที่ยอด 1,000 บาท และจะไม่จ่ายเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่า ตนเองไม่ได้เรียนจบพร้อมเพื่อนในเทอมนี้ และไม่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว แต่ฝั่งคู่กรณีมองว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ทุกคนรับทราบร่วมกันตั้งแต่แรก เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า เมื่อถึงวันงานจริงแล้ว ใครจะสามารถเข้าร่วมงานได้หรือไม่ได้บ้าง วันต่อมา ทางรุ่นจึงนัดประชุมเพื่อหาข้อสรุป แต่น้อง ม. ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม โดยผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่มองว่า การหยุดจ่ายกลางทางไม่เป็นธรรมกับเพื่อนที่จ่ายเงินมาตลอด จึงมีมติให้ยังคงจ่ายเงินต่อไปตามเดิมช่วงเดือนเมษายนถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 มีการทักไปสอบถามและติดตามเรื่องเงินในแชท ซึ่งฝั่งคู่กรณียอมรับว่า มีการใช้ถ้อยคำในลักษณะกดดันจริง และขอโทษต่อการใช้คำพูดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ฝั่งคู่กรณีอ้างว่า จุดประสงค์คือต้องการหาข้อสรุปให้เรื่องจบ ก่อนที่ตัวแทนเพื่อน 3 คน จะไปเจรจากับน้อง ม. เป็นการส่วนตัว และตกลงกันว่า ให้น้อง ม. จ่ายถึงแค่เดือนเมษายน จากนั้นจะไม่เก็บเงินเพิ่ม และไม่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอีก หลังตกลงกันได้ ตัวแทนเพื่อนจึงให้น้อง ม. เข้าไปพิมพ์แจ้งรายละเอียดในกลุ่มหลักด้วยตัวเอง แต่เมื่อเพื่อนคนอื่นเห็นข้อความว่าเธอจะไม่จ่ายเงินเพิ่ม หลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่พอใจ ก่อนจะเกิดการพิมพ์ต่อว่ากันในกลุ่ม

ส่วนประเด็นข้อความเกี่ยวกับทุนช่วยเหลือ ฝั่งคู่กรณีชี้แจงว่า สาเหตุที่มีคนพิมพ์ประชดเรื่องทุน เกิดจากการที่น้อง ม. อ้างว่าไม่สะดวกจ่ายเงินกองกลาง แต่ในเวลาเดียวกัน เพื่อนกลับเห็นภาพในไอจีสตอรี่ที่ดูเหมือนมีการไปเที่ยว ซื้อไอแพด และเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ จึงทำให้เพื่อนบางคนเกิดความไม่พอใจและพิมพ์ประชดถึงเรื่องทุน รวมถึงข้อความในลักษณะว่า “ต่อไปไปเกาะไหนดี” ส่วนกรณีอุบัติเหตุของคุณพ่อ ฝั่งคู่กรณีอธิบายว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2 เมื่อปี 2566 และมีเพียงเพื่อนกลุ่มสนิทบางส่วนเท่านั้นที่รู้รายละเอียด
พร้อมยืนยันว่า บุคคลที่พิมพ์แซะเรื่องทุนไม่ทราบเรื่องอุบัติเหตุของคุณพ่อ จึงมองว่าเป็นคนละประเด็น และไม่ได้ตั้งใจนำความสูญเสียในครอบครัวมาล้อเลียน

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึง คือกรณีที่น้อง ม. บอกว่าไม่ได้รับข้าวกล่องในกิจกรรมของสาขา ฝั่งคู่กรณีชี้แจงว่า วันดังกล่าวมีการอบรมและแจกข้าวในช่วงพักเที่ยง แต่น้อง ม. กับเพื่อนอีกคนเดินทางมาถึงหลังเวลาพัก จึงไม่ได้รับข้าวในรอบแรก หลังจบกิจกรรม อาจารย์ได้แจ้งว่ายังมีข้าวเหลือและสามารถเดินไปหยิบได้ แต่ในจังหวะนั้น น้อง ม. และเพื่อนกำลังพูดคุยกับอาจารย์เรื่องการลงชื่อย้อนหลังอยู่บริเวณหน้าห้อง ทำให้เพื่อนคนอื่นเลือกเดินไปหยิบข้าวจากอีกทางหนึ่ง กระทั่งข้าวหมด ฝั่งคู่กรณีจึงยืนยันว่า ไม่ได้มีการสั่งห้ามหรือจงใจกีดกันไม่ให้น้อง ม. รับประทานอาหาร แต่เป็นเพียงความคลาดเคลื่อนของช่วงเวลาและสถานการณ์ในวันนั้นสำหรับการลบน้อง ม. ออกจากกลุ่มแชท ฝั่งคู่กรณีอธิบายว่า กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มเฉพาะของนักศึกษาในรุ่น ใช้สำหรับเตรียมงานราตรีบัณฑิตและอัปเดตเรื่องเงินกองกลางเป็นหลัก
เมื่อเจ้าตัวแจ้งชัดเจนว่าจะไม่จ่ายเงินเพิ่มและไม่เข้าร่วมกิจกรรมอีก ทางกลุ่มจึงมองว่าไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับงานของรุ่นแล้ว แอดมินจึงตัดสินใจลบออกจากกลุ่ม ขณะที่ข้อกล่าวหาว่า การออกจากกลุ่มส่งผลต่อข้อมูลเรื่องเรียน ฝั่งคู่กรณียืนยันว่า น้อง ม. ยังมีกลุ่มทำงาน มีงานส่ง และไม่เคยถูกปิดกั้นข้อมูลด้านการเรียน พร้อมมองว่า การเรียนจบช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการติดตามและจัดการเรื่องเรียนของนักศึกษาแต่ละคน

ส่วนกรณีแชทหลุดที่น้อง ม. พบข้อความนินทาตัวเองในโน้ตบุ๊ก ฝั่งคู่กรณีอธิบายว่า จุดเริ่มต้นมาจากเพื่อนได้ยินน้อง ม. เล่าเรื่องอุบัติเหตุระหว่างฝึกงานให้บุคคลที่สามฟัง แต่รู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเข้าไปทักท้วง ก่อนถูกตอบกลับว่า “ไม่ต้องมายุ่ง” เพื่อนจึงไปพิมพ์ระบายกับอีกคนในแชท ขณะที่กำลังยืมโน้ตบุ๊กของน้อง ม. ใช้งานอยู่ และในตอนนำเครื่องมาคืน ได้ลืมปิดหน้าต่างแชท ทำให้น้อง ม. มาเห็นข้อความดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ฝั่งคู่กรณียืนยันว่า เรื่องนี้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุย ขอโทษ และเคลียร์ใจกันจบไปแล้วตั้งแต่ปี 2567
ปฏิเสธเป็นสาเหตุให้เรียนจบช้า

 

ส่วนเหตุการณ์รถชนช่วงฝึกงาน ฝั่งคู่กรณีชี้แจงว่า น้อง ม. เป็นคนนั่งซ้อน ขณะที่เพื่อนเป็นคนขับ และเพื่อนเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดจำนวน 2,900 บาท ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.รถขาด แม่ของเพื่อนเป็นผู้ช่วยจัดการค่าใช้จ่ายให้ โดยนำไปหักลบกับเงินบางส่วนที่น้อง ม. เคยจ่ายไว้ก่อนหน้า ฝั่งคู่กรณียังยืนยันว่า ก่อนเลิกคบกัน ทุกฝ่ายเคยพูดคุยเคลียร์ใจกันแล้ว หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ได้สนิทหรือทำกิจกรรมร่วมกันเหมือนเดิม ไม่ได้มีการรวมตัวกันกีดกันเรื่องเรียน พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ที่มีการใช้ถ้อยคำรุนแรงในกลุ่มเกิดขึ้นเพียงวันเดียว จากปัญหาเรื่องเงินรุ่น ส่วนสาเหตุที่เพื่อนหลายคนตีตัวออกห่าง เป็นผลมาจากความรู้สึกและปัญหาที่สะสมกันจากหลายเหตุการณ์ โดยเรื่องเงินเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายเท่านั้น

 

 

หลังคำชี้แจงของฝั่งคู่กรณีถูกเผยแพร่ออกมา “น้อง ม.” ก็ได้ออกมาเปิดข้อมูลโต้กลับแบบหนังคนละม้วน ระบุว่า สิ่งที่อีกฝ่ายชี้แจงมีหลายส่วนไม่ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ยืนยันไม่ควรถูกบังคับจ่ายเงินก้อนใหญ่ น้อง ม. อธิบายว่า เงินกองกลางดังกล่าวเป็นเงินสำหรับจัดงานเลี้ยงบัณฑิต ซึ่งเธอได้สอบถามรุ่นพี่และหัวหน้าภาคอื่นแล้ว พบว่า หากยังเรียนไม่จบพร้อมเพื่อน ก็สามารถรอไปจ่ายในปีที่ตัวเองสำเร็จการศึกษาได้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของรุ่นพี่ที่เคยจ่ายเงินไปแล้ว ก่อนทราบภายหลังว่าจะเรียนไม่จบพร้อมรุ่น และสามารถขอเงินคืนได้ น้อง ม. ยังบอกว่า จากข้อมูลที่สอบถามมา การจัดงานลักษณะนี้ใช้เงินต่อคนประมาณ 1,000 บาทก็เพียงพอ แต่สาขาของเธอกลับกดดันให้จ่ายเงินก้อนเพิ่มอีก 2,500 บาท เมื่อนำไปรวมกับเงินที่เคยจ่ายไปแล้ว 700 บาท จะทำให้เธอต้องจ่ายทั้งหมด 3,200 บาท โดยกลุ่มเพื่อนระบุว่า ต้องจ่ายยอดนี้เรื่องจึงจะจบ เธอมองว่าไม่เป็นธรรม เพราะยังไม่ได้เรียนจบ และที่ผ่านมาไปร่วมกิจกรรมในฐานะคนช่วยจัดเตรียมสถานที่และเก็บกวาดเท่านั้น ไม่ได้ร่วมดื่มหรือร่วมงานเลี้ยงในลักษณะเดียวกับเพื่อนคนอื่น แม้จะรู้สึกไม่ยุติธรรม แต่เธอยืนยันว่า เพื่อรักษาน้ำใจจึงยอมสมทบให้จำนวน 1,000 บาท ทว่าอีกฝ่ายยังคงกดดันให้จ่ายเงินเพิ่มตามจำนวนที่กำหนด

น้อง ม. ยังเปิดเผยว่า ก่อนเกิดการต่อว่ากันในกลุ่มใหญ่ เธอถูกเรียกให้เข้าไปพูดคุยผ่าน Google Meet โดยมีผู้ร่วมสนทนา 4 คน ได้แก่ ตัวเธอ หัวหน้าภาค หัวหน้าฝ่ายหญิง และเพื่อนอีกหนึ่งคน ประเด็นหลักในการพูดคุย คือการกล่าวหาว่าเธอเอาเปรียบเพื่อน ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า มีคลิปเสียงของการสนทนาทั้งหมดเก็บไว้เป็นหลักฐาน หลังจากพูดคุยเสร็จ เธอเข้าไปพิมพ์แจ้งข้อตกลงในกลุ่มตามที่ถูกขอให้ทำ แต่กลับมองว่า ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ไม่ได้วางตัวเป็นกลาง และปล่อยให้เพื่อนคนอื่นเข้ามาต่อว่าและพิมพ์เยาะเย้ยกันอย่างต่อเนื่อง โดยที่เธอไม่ได้ตอบโต้ หนึ่งในข้อความที่เธอจำได้ คือ “อาหารที่อร่อยที่สุด คืออาหารที่กินด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ใช่อาหารที่กินฟรีบนหยาดเหงื่อของเพื่อนพ้อง” น้อง ม. บอกว่า ในตอนนั้นมีข้อความจำนวนมาก แต่เก็บหลักฐานไว้ไม่ครบ เพราะมีอาการใจสั่นและไม่กล้าเปิดอ่านทั้งหมด ก่อนถูกลบออกจากกลุ่ม ทำให้ภายหลังย้อนกลับไปค้นหาข้อความได้ยากขึ้น

  หลังถูกนำออกจากกลุ่มแชท น้อง ม. ได้โพสต์ไอจีสตอรี่เพื่อระบายความรู้สึกเป็นครั้งแรก โดยยืนยันว่าไม่ได้ใช้คำรุนแรงหรือกล่าวถึงใครโดยตรง แต่หลังจากนั้น กลับมีเพื่อนบางส่วนตั้งข้อความใน IG Notes พาดพิงและเยาะเย้ยเธอ อาทิเช่น “โหนกระแสสวยเถอะนะ ถือว่าขอ” “อีโก้พี่มันสูงเสียดฟ้า” “ตัวร้ายนะหรอ จะเป็นนางเอกได้เรื่องนี้” เจ้าตัวบอกว่า สิ่งที่ทำให้เสียใจคือ หลายคนที่ร่วมแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว แทบไม่เคยพูดคุยกับเธอในชีวิตจริง แต่กลับเข้ามาร่วมซ้ำเติม

ส่วนกรณีแชทหลุดจากโน้ตบุ๊ก น้อง ม. ยืนยันว่า ภาพแชทที่ฝั่งคู่กรณีนำออกมาใช้ประกอบคำชี้แจง ไม่ใช่ข้อความเดียวกับที่เธอเห็นในวันเกิดเหตุ พร้อมกล่าวหาว่า เรื่องราวในแชทที่นำมาเปิดเผยไม่ตรงกับความจริง และเป็นหลักฐานที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้คำชี้แจงของอีกฝ่ายดูน่าเชื่อถือขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องหลักฐานดังกล่าวยังเป็นคำยืนยันจากฝั่งน้อง ม. และต้องรอการตรวจสอบจากผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีข้อความบนแพลตฟอร์ม X กล่าวหาว่า น้อง ม. สร้างเรื่องว่าถูกกดดันและแกล้งมีปัญหาด้านสภาพจิตใจ เพื่อใช้ต่อรองในคดีที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา รวมถึงมีการนำข้อพิพาทเรื่องเงินกับบริษัทคอนแทคเลนส์แห่งหนึ่งมาเผยแพร่ พร้อมกล่าวหาว่าเธอติดหนี้ และเคยขอผ่อนจ่ายเดือนละ 2,000 บาท น้อง ม. ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าแกล้งมีปัญหาด้านสภาพจิตใจ โดยระบุว่า มีใบรับรองแพทย์และเข้ารับการดูแลมานานแล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องเพื่อใช้ต่อรองคดีสำหรับข้อความที่เธอเคยขอผ่อนชำระเดือนละ 2,000 บาทนั้น เจ้าตัวอธิบายว่า ตอนบริษัทแจ้งยอดมา เธอตกใจและรีบตอบไปเองโดยยังไม่ได้ปรึกษาครอบครัว เพราะคิดว่าจะทำงานพิเศษหาเงินมาทยอยชำระด้วยตัวเอง ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และมอบหมายให้ทนายความกับคุณพ่อเป็นผู้ดำเนินการแล้ว พร้อมขอว่าไม่ควรนำข้อพิพาทส่วนตัวมาใช้ลดความน่าเชื่อถือในประเด็นเรื่องการถูกกดดันภายในมหาวิทยาลัย เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

ส่วนภาพในไอจีที่ถูกมองว่าใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย น้อง ม. ชี้แจงว่า หลายภาพเป็นการไปถ่ายรีวิวให้ร้านค้า โดยทางร้านเป็นผู้สนับสนุนอาหารและเครื่องดื่มให้ ไม่ได้ใช้เงินตัวเองไปรับประทานของราคาแพง สำหรับภาพไปเที่ยวเกาะ

#นักศึกษาวิศวะ #มหาวิทยาลัยขอนแก่น #คณะวิศวกรรมศาสตร์ #ดราม่ามหาวิทยาลัย #เงินจัดเลี้ยงรุ่น #เงินกองกลาง #เปิดแชท #คลิปเสียง #คู่กรณีชี้แจง #น้องมชี้แจง #กลั่นแกล้งในมหาวิทยาลัย #สุขภาพใจ #ข่าวสังคม #ล้อมวงเล่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2025 LWL Group. All Rights Reserved.