กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลัง “ป๊อบ ปองกูล” ออกมาโพสต์ถึงสื่อดังโดยตรง หลังมีการนำเรื่องราวและวลีในอดีตของเจ้าตัวไปทำคอนเทนต์ในโปรเจกต์ “บันทึก 12 ปี วลีแห่งยุค” โดยป๊อบระบุว่าข้อมูลที่นำเสนอมีความคลาดเคลื่อนและสร้างความเสียหาย แถมหลังเข้าไปชี้แจง กลับมีการปิดคอมเมนต์และลบโพสต์ จนเจ้าตัวตั้งคำถามถึงการทำงานของสื่อ พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่เขาคนเดียว แต่ยังมีผู้เกี่ยวข้องคนอื่นที่ได้รับผลกระทบด้วย

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ค่ะ หลังนักร้องหนุ่ม “ป๊อบ ปองกูล” ออกมาโพสต์ข้อความถึงสื่อดัง หลังพบว่ามีการนำเรื่องราวในอดีตของเจ้าตัวกลับมานำเสนออีกครั้ง ในโปรเจกต์ซีรีส์คอนเทนต์ที่ใช้ชื่อว่า “บันทึก 12 ปี วลีแห่งยุค”
โดยหนึ่งในตอนของซีรีส์ดังกล่าว ได้หยิบยกประเด็นเก่าของ “ป๊อบ ปองกูล” กลับมาเล่าในรูปแบบข่าว ซึ่งหลังจากคลิปและโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป ป๊อบได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟสบุคส่วนตัว พร้อมแท็กเพจดังกล่าวโดยตรง ในโพสต์ระบุว่า คุณโพสต์ถึงผมในทางเสียหาย ใช้ AI เรียบเรียงมั่วไปหมด และในข่าวมี ข้อความเป็นเท็จหลายอย่าง พอผมไปเห็น พี่ก็ปิดคอมเมนท์ และ ลบโพสต์ ปกติพี่ทำงานกันแบบนี้หรือครับ

สิ่งที่ทำให้ประเด็นยิ่งร้อนขึ้น คือหลังจากป๊อบเข้าไปเห็นและคอมเมนต์ชี้แจง ทางเพจกลับมีการปิดคอมเมนต์และลบโพสต์ดังกล่าวออกไป ทำให้ป๊อบตั้งคำถามกลับไปว่า “ปกติพี่ทำงานกันแบบนี้หรือครับ”
ต่อมา ป๊อบยังได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมอีกว่าใต้ความ “น้องคนตัดนั่งร้องไห้” ใต้ความ “บอกอ เป็นคนสั่งและ approved “ ใต้ความ ”เพราะเราอยากได้เอนเกจ และไม่ได้ทำแค่เรื่องเดียว ยังมีของดาราอีกหลายคน เป็นซีรีส์“ ทั้งหมดในความคิดเหล่านี้ คุณไม่รู้หรอกว่า มีใครที่บาดเจ็บจากเรื่องนี้บ้าง คุณไม่รู้หรอกว่ากว่าเราจะข้ามผ่านมันมาได้ยาวไกลขนาดนี้ มันต้องใช้ความพยายามอะไรบ้าง และการที่คุณเปิดเผยหน้าตาและข้อมูลหลายอย่างนั้น ผมไม่ใช่ผู้เสียหายคนเดียว ผมบอกไว้แค่นี้แหละ


ล่าสุด ประเด็นนี้ยังถูกพูดถึงต่อในมุมของจรรยาบรรณสื่อด้วยค่ะ เมื่อ “คุณระวี ตะวันธรงค์” ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าว โดยมองว่านี่อาจสะท้อนวิกฤตของสื่อสารมวลชนในยุคปัจจุบัน ที่หลายสำนักข่าวกำลังติดกับดักของอัลกอริทึม และให้ความสำคัญกับยอดเอนเกจเมนต์มากเกินไป
คุณระวีระบุในทำนองว่า ทุกวันนี้หลายสำนักข่าวอาจเข้าใจผิดว่า “ยอดเอนเกจ” คือความสำเร็จ ทั้งที่ในโลกของสื่อจริง ๆ ยอดวิว ยอดแชร์ หรือยอดคอมเมนต์จากความโกรธ อาจสร้างตัวเลขได้ในระยะสั้น แต่สิ่งที่ถูกทำลายไปพร้อมกันคือ “ความน่าเชื่อถือ” ของสื่อในระยะยาว
โดยคุณระวียังชี้ว่า ปัญหาที่น่ากังวลคือการพาดหัวแรง ตัดคลิปให้คนเข้าใจผิด หรือโยนประเด็นเพียงบางส่วนให้คนรุมวิจารณ์ เพราะคิดว่าอารมณ์ของผู้ชมจะช่วยดันยอดได้ดีที่สุด แต่สุดท้ายยอดเหล่านั้นอาจไม่ได้สร้างคุณค่าให้แบรนด์สื่อเลย
นอกจากนี้ คุณระวียังพูดถึงการใช้ AI ในงานข่าวว่า หากมีการใช้ AI เพื่อเรียบเรียงข่าวให้ดราม่าขึ้น สรุปข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ หรือใช้ AI ปั้นอารมณ์แทนข้อเท็จจริง แม้ต้นทุนการผลิตข่าวอาจถูกลง แต่ต้นทุนความเสียหายต่อสังคมกลับสูงขึ้น และอาจทำให้สื่อสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ “เครดิต” และ “ความไว้วางใจ”
คุณระวียังย้ำว่า ในยุคที่สปอนเซอร์และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของแบรนด์และความน่าเชื่อถือ สื่อที่เต็มไปด้วยความเป็นพิษ หรือสร้างยอดจากความโกรธของผู้ชม อาจไม่ได้เป็นพื้นที่ที่แบรนด์อยากสนับสนุนในระยะยาว

พร้อมกันนี้ คุณระวียังมองว่า วงการสื่อควรเริ่มสร้างบรรทัดฐานใหม่ร่วมกันว่า “เอนเกจเมนต์ไม่ใช่ KPI สูงสุดของวิชาชีพ” เพราะถ้าสื่อยังวัดความสำเร็จจากยอดดราม่า สุดท้ายสังคมอาจเต็มไปด้วยข่าวที่คนอยากด่า แต่ไม่มีข่าวที่ช่วยให้คนเข้าใจความจริงและเชื่อใจได้
คุณระวียังทิ้งท้ายในเชิงเตือนว่า สื่ออาจไม่ได้ตายเพราะ AI มาแย่งงาน แต่สื่ออาจตายเพราะความโลภของตัวเอง หากยังทำลายความเชื่อใจของสังคมไปเรื่อย ๆ พร้อมส่งกำลังใจให้ “ป๊อบ ปองกูล” ที่ได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวในลักษณะนี้

หลังโพสต์ของป๊อบถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างต่อเนื่อง โดยคอมเมนต์แรกบอกว่า สั้นๆค่ะ ขาดจรรยาบรรณวิชาชีพ + ความเห็นแก่ได้ จึงทำให้ละเมิดคนอื่น เป็นกำลังใจให้นะคะคุณป๊อป, อีกคอมเมนต์บอกว่า สนับสนุนให้ฟ้องค่ะ พี่ป๊อปควรได้รับคำขอโทษเป็นเงินสด,สื่อรายนี้มุ่งแต่ engagemnet เป็นหลัก สังเกตข่าวหลายๆ จะมีลักษณะ “เสี้ยม” ให้เกลียด เช่น ข่าวอินฟลูชาวเขมร ทำโน่นทำนี่ ในเชิงทำให้ประชาชนไทยเกลียด ออกข่าวแล้วได้ engage ได้แต่คิดว่า เฮ้อ! ขนาดปีปัจจุบัน ยังมีสำนักข่าวแบบ “ดาวสยาม” อยู่อีก และเหมือนเป็นวิสัยทัศน์ของช่องจะเป็นแบบนี้ด้วย,เพียงแค่อยากได้เอ็นเกจ ต้องเหยียบย่ำหัวใจคนอื่นอีกหลายคน และอีกคอมเมนต์บอกว่า หากไร้จรรยาบรรณ ก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพ ขายเรื่องราวของคนอื่น ทุกๆรายได้ก็มาจาก ความบอบช้ำของกลุ่มคน 1 กลุ่ม หรือ หลายกลุ่ม
สุดท้ายแล้ว ประเด็นนี้คงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของการทำคอนเทนต์ข่าวในยุคออนไลน์ค่ะ เพราะแม้เรื่องราวในอดีตของคนดังจะได้รับความสนใจจากสังคม แต่การนำเสนอจำเป็นต้องรอบคอบ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และต้องระวังไม่ให้การเล่าเรื่องกลายเป็นการเปิดแผลเดิมของใครบางคนซ้ำอีกครั้ง หลังจากนี้ทางสื่อดังกล่าวจะมีการชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร รอติดตามค่ะ
#ป๊อบปองกูล #Pongkool #ระวีตะวันธรงค์ #BigIssues #บันทึก12ปีวลีแห่งยุค #ดราม่าสื่อ #ข่าวบันเทิง #ข่าวดราม่า #ข่าวโซเชียล #คอนเทนต์ข่าว #ล้อมวงเล่า



