Sunday, 13 September 2026 Login Register
ล้อมวงเล่า ข่าว Exclusive

เปิดสาเหตุสะเทือนใจ ‘พี่หนุ่ม กรรชัย’ ตั้งคำถาม ปมโดนบูลลี่-กลั่นแกล้ง?

กลายเป็นเหตุสะเทือนใจที่สังคมกำลังจับตาค่ะ หลังเกิดเหตุร้ายภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี โดยข้อมูลเบื้องต้นถูกตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการถูกกลั่นแกล้งที่อาจสะสมมานาน ขณะที่รายการ “โหนกระแส” ต้องเปลี่ยนประเด็นกะทันหัน หยิบเรื่องนี้มาพูดคุยกับทั้งผู้เชี่ยวชาญเด็ก นักกฎหมาย และผู้ทำงานช่วยเหลือสังคม พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ก่อนเกิดเหตุ เด็กเคยส่งสัญญาณอะไรออกมาหรือไม่ และในทางกฎหมาย หากผู้ก่อเหตุยังเป็นเยาวชน ครอบครัวหรือผู้ดูแลจะต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้างค่ะ

กลายเป็นเหตุสลดที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไม่น้อยค่ะ สำหรับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี หลังผู้ก่อเหตุนำอาวุธมาที่โรงเรียน ก่อนเกิดเหตุจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตหลายรายค่ะ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ก่อเหตุเติบโตมากับปู่และย่า เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน ส่วนอาวุธที่ใช้เป็นของปู่ และยังพบเครื่องกระสุนกับแมกกาซีนสำรองอยู่ในกระเป๋าสะพายจำนวนมาก

ขณะที่ทางด้านตำรวจบอกว่า เดิมทีผู้ก่อเหตุอาจจะมีเป้าหมายไปที่กลุ่มเพื่อนร่วมชั้น แต่ในช่วงเกิดเหตุ ครูได้รีบพาผู้ที่อยู่ในพื้นที่หลบออกไป ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป และมีครูหลายรายได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่ต่อมาผู้ก่อเหตุจะได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของตัวเอง และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุค่ะ โดยเบื้องต้นมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 ราย ในจำนวนนี้มีอาการหนัก 2 ราย และมีผู้สูญเสียชีวิตรวม 6 ราย เป็นครู 5 ราย และผู้ก่อเหตุอีก 1 รายค่ะ

 นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองบางคูรัดยังได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบบ้านพักของผู้ก่อเหตุ และได้รับการยืนยันว่าพบผู้สูญเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย คือปู่และย่า โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่า เหตุที่บ้านอาจเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะเดินทางมายังโรงเรียนหรือไม่ ด้าน พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ หรือ “บิ๊กต่าย” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ร่องรอยจากเหตุการณ์หลายจุดอยู่บริเวณสำคัญของร่างกาย จึงได้สั่งให้ตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ผู้ก่อเหตุเคยมีประสบการณ์หรือผ่านการฝึกใช้อาวุธมาก่อนหรือไม่ เพราะลักษณะการก่อเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตั้งข้อสังเกตถึงทักษะที่ผู้ก่อเหตุอาจมี ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงค่ะ

อีกด้านหนึ่ง ยังมีผู้ที่บอกว่าอยู่ในเหตุการณ์รายหนึ่งออกมาให้ข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุมักจะถูกแกล้งอยู่เป็นประจำ ทั้งถูกไถเงินตลอดเวลา จากกลุ่มคนแกเร โดยก่อนวันเกิดเหตุวันนึงเห็นว่าโดนแกล้งหนักมากครับ ถีบเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็ขังไว้ วันต่อมาเลยเป็นแบบนี้แหละครับ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในส่วนนี้ยังเป็นเพียงคำบอกเล่าจากผู้ที่อ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์ และยังต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการอีกครั้งค่ะ ที่สำคัญ แม้ประเด็นการถูกกลั่นแกล้งจะถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอย่างมาก แต่ก็ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นข้อสรุปหรือเป็นเหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนต่อไปค่ะ

ขณะเดียวกันค่ะ รายการ “โหนกระแส” ในวันนี้ก็ได้หยิบเหตุสลดครั้งนี้มาพูดคุยและวิเคราะห์กันแบบเจาะหลายมุม ทั้งชนวนเหตุ ปัญหาการถูกกลั่นแกล้ง สภาพแวดล้อมรอบตัว รวมถึงข้อกฎหมายว่า หลังเกิดความสูญเสียแล้ว ใครบ้างที่อาจต้องเข้ามารับผิดชอบ ดำเนินรายการโดยพี่ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” พร้อมด้วย “เอกภพ เหลืองประเสริฐ” ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด, “ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์”, รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม รวมถึง ร.ต.อ.อมรพันธ์ นิติธีรานนท์ อดีตผู้พิพากษาและทนายความ มาร่วมพูดคุยในรายการด้วยค่ะ

โดยพี่หนุ่มบอกว่า การนำเรื่องนี้มาพูดไม่ได้มีเจตนาจะยกย่องหรือทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นบุคคลเด่น แต่ต้องการส่งสัญญาณไปถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง และคนในโรงเรียนว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และถึงเวลาต้องกลับมามองเด็กในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างจริงจังเสียที พร้อมตั้งคำถามว่า ถ้าข้อมูลเรื่องการถูกกลั่นแกล้งเป็นจริง เด็กเคยร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่ ใครเคยรับรู้เรื่องนี้ และเหตุใดความกดดันจึงสะสมมาจนถึงจุดที่เกิดเหตุใหญ่ขึ้นได้

 โดยทางด้าน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี มองว่า ไม่ควรหยิบคำว่า “ถูกบูลลี่” มาเป็นคำอธิบายเพียงอย่างเดียว เพราะมีหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อน และโลกออนไลน์ หากพื้นฐานชีวิตขาดความอบอุ่น ไม่มีพื้นที่ให้พูดความรู้สึก แล้วไปเจอการกลั่นแกล้งซ้ำอีก ความเครียดก็อาจสะสมจนเกิดการปะทุได้ คุณหมอยังชี้ว่า ช่วงวัยประมาณ 13–15 ปีอยู่ในช่วงที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็ว การควบคุมตัวเองยังไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ผู้ใหญ่ต้องไม่รอถามแค่ว่า “การบ้านเสร็จหรือยัง” แต่ควรถามด้วยว่า วันนี้ลูกเป็นยังไง มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า และมีเรื่องอะไรที่อยากเล่าให้ฟัง

โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณ 3 อย่าง คือ พฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง เป็นอันตรายต่อคนอื่น หรือกำลังพาไปสู่การทำผิดกฎหมาย คุณหมอมองว่า ตรงนี้ไม่ควรปล่อยด้วยเหตุผลว่าเป็น “พื้นที่ส่วนตัวของลูก” อีกต่อไป แต่ผู้ปกครองต้องเข้าไปช่วยเหลือทันที และยังสะท้อนด้วยว่า ปัญหาการต่อต้านการกลั่นแกล้งในโรงเรียนถูกพูดถึงมาหลายปี แต่ยังไม่ได้ถูกจัดการจริงจังมากพอ พร้อมเสนอว่าโรงเรียนไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ผู้อำนวยการสามารถเริ่มจากการรับฟังเสียงเด็กว่า พฤติกรรมแบบไหนที่นักเรียนไม่อยากให้เกิดขึ้นในโรงเรียน แล้วเริ่มแก้จากตรงนั้นได้เลย

โดยทางเอกภพ เหลืองประเสริฐ ก็พูดถึงอีกมุมที่น่าสนใจว่า คนจำนวนมากเคยผ่านการถูกเพื่อนแกล้งหรือกลั่นแกล้งมาก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไปถึงจุดเดียวกัน เพราะปัจจัยสำคัญคือ เมื่อกลับบ้านแล้วเด็กมีใครให้คุยหรือไม่ หากถูกแกล้งแล้วสามารถกลับไปบอกพ่อแม่ พ่อแม่รับฟัง สอนวิธีรับมือ หรือพาไปพูดคุยกับโรงเรียนและผู้ปกครองของอีกฝ่าย เขาจะรู้สึกว่า “ตัวเองยังมีคนช่วย” และไม่ได้ถูกปล่อยให้รับมือกับเรื่องทั้งหมดเพียงลำพัง และอีกจุดที่เอกภพมองว่าสำคัญไม่แพ้กันก็คือ “การเข้าถึงอาวุธ” เพราะต่อให้สะสมความโกรธหรือความกดดัน แต่ถ้าไม่มีสิ่งของอันตรายอยู่ในมือ ผลลัพธ์ก็อาจไม่ขยายไปถึงระดับที่รุนแรงเช่นนี้ จึงต้องกลับไปตั้งคำถามว่า ของอันตรายภายในบ้านถูกเก็บอย่างรัดกุมแค่ไหนค่ะ

ขณะที่ทางด้านร.ต.อ.อมรพันธ์ นิติธีรานนท์มองว่า นอกจากข้อกฎหมายแล้ว ต้องย้อนกลับไปดูต้นเหตุและวิธีป้องกัน เพราะเหตุลักษณะนี้ไม่ควรจบแค่การจับคนผิด แต่ต้องถามว่า อะไรทำให้เหตุเดินมาถึงจุดนี้ เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียวและมีช่วงเวลาคั่นระหว่างสถานที่ต่าง ๆ จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจต้องตรวจสอบเรื่องการเตรียมการและความเครียดที่สะสมมาก่อน ไม่ควรรีบสรุปว่าเป็นเพียงการระเบิดอารมณ์ชั่วครู่ค่ะ และเราไม่ควรรอแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการห้ามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องถามว่า “วันนี้รู้สึกอย่างไร” “มีอะไรอยากเปลี่ยนไหม” หรือ “มีเรื่องอะไรที่เก็บไว้หรือเปล่า” พร้อมเสนอเช็กลิสต์ให้ผู้ใหญ่สังเกตว่า รู้สึกโดดเดี่ยว หมดหวัง ไม่ได้รับการยอมรับ หรือรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่หรือไม่ เพราะทั้งหมดอาจเป็นสัญญาณเตือนก่อนเกิดปัญหาใหญ่ได้

ส่วนเรื่องที่หลายคนสงสัยว่า เมื่อผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน แล้วครอบครัวต้องรับผิดชอบหรือไม่ โดยทนายตุ๋ยก็ได้อธิบายว่า พ่อแม่หรือผู้ปกครองอาจต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งจากผลแห่งการละเมิดของบุตร โดยมีการพูดถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ซึ่งต้องดูด้วยว่า ผู้ปกครองได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลอย่างเพียงพอหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเกิดเหตุแล้วจะสรุปทันทีว่าพ่อแม่ผิดทุกกรณีค่ะ นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตยังมีช่องทางขอรับการเยียวยาจากภาครัฐตามสิทธิ ขณะที่ครอบครัวของผู้ก่อเหตุอาจถูกเรียกร้องให้ร่วมรับผิดทางแพ่งได้ตามข้อเท็จจริงของคดี

ส่วนเรื่องอาวุธภายในบ้าน คนที่มีของอันตรายลักษณะนี้ต้องเก็บให้มิดชิดและล็อกอย่างจริงจัง ไม่ควรปล่อยให้เด็กหรือบุคคลอื่นหยิบไปใช้ได้ง่าย ๆ โดยมีการยกตัวอย่างแนวคำพิพากษาเดิมเรื่องผู้ใหญ่ปล่อยกุญแจรถไว้จนเด็กนำรถไปใช้ ว่าอาจถูกมองว่าเป็นการขาดความระมัดระวังได้ และหลักคิดเดียวกันยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเก็บอาวุธค่ะ

อย่างไรก็ตามค่ะ ในส่วนของโรงเรียนจะต้องรับผิดทางกฎหมายโดยตรงหรือไม่ หากข้อมูลเรื่องที่ผู้ก่อเหตุเคยแจ้งว่าถูกกลั่นแกล้งจริง ต้องตรวจสอบว่าโรงเรียนเคยรับรู้หรือไม่ ได้ช่วยเหลืออย่างไร และระบบป้องกันการบูลลี่มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน เพราะมีข้อมูลจากนักเรียนที่รายการได้รับว่า ผู้ก่อเหตุเคยรู้สึกว่าเวลาขอความช่วยเหลือแล้วไม่มีคนช่วย แต่ตรงนี้ยังเป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบต่อไปค่ะ

เรียกได้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คงไม่สามารถโยนคำตอบทั้งหมดไปที่คำว่า “ถูกบูลลี่” แล้วจบได้ค่ะ เพราะการถูกกลั่นแกล้งไม่ใช่ข้ออ้างให้เกิดเหตุรุนแรง และหลังจากนี้คงต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ ทั้งเรื่องแรงจูงใจ การถูกกลั่นแกล้ง ที่มาของอาวุธ รวมถึงว่าเคยมีใครรับรู้ปัญหาของผู้ก่อเหตุมาก่อนหรือไม่ เรื่องราวจะเป็นยังไง เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปค่ะ

#เทพศิรินทร์นนทบุรี #เหตุในโรงเรียน #โหนกระแส #หนุ่มกรรชัย #เอกภพเหลืองประเสริฐ #สายไหมต้องรอด #ทนายตุ๋ย #สุริยเดวทรีปาตี #อมรพันธ์นิติธีรานนท์ #บูลลี่ #กลั่นแกล้งในโรงเรียน #ปัญหาเด็กและวัยรุ่น #ครอบครัว #โรงเรียน #ผู้ปกครอง #กฎหมายเยาวชน #เยียวยาผู้เสียหาย #ข่าวสังคม #ถอดบทเรียน #ความปลอดภัยในโรงเรียน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2025 LWL Group. All Rights Reserved.