เรื่องราวของ “ต้า เฟ็ดเฟ่” และ “ยัด ชัยโสโร” กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังการเจรจาเรื่องหุ้นยังหาข้อยุติไม่ได้ และเตรียมไปจบกันในกระบวนการศาล ขณะที่ “ทนายไข่มุก” ก็ออกมาโพสต์สวนแบบมีนัยว่า “ทีเด็ดไม่ได้อยู่ที่คดีแพ่ง” ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังเดือด ล่าสุด “เจเด็ด FEDFE” หนึ่งในสมาชิกยุคบุกเบิก ก็ออกมาเปิดใจในรายการฟินทอร์ค เล่าย้อนตั้งแต่เหตุผลที่ FEDFE ต้องแยกกัน ความสัมพันธ์ของเพื่อน ๆ ในวันนี้ ไปจนถึงอีกมุมของปัญหาระหว่างต้าและยัด พร้อมเปิดชีวิตจากวันที่เคยรับงานหลักล้าน สู่วันที่ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งค่ะ


จากวันนั้นที่หลายคนคิดว่าเรื่องของ “ต้า เฟ็ดเฟ่” กับ “ยัด ชัยโสโร” อาจจบลงได้ด้วยการถอยกันคนละก้าว วันนี้กลับกลายเป็นว่าการเจรจาเรื่องหุ้น 49% ยังหาข้อยุติไม่ได้ และต้องไปต่อกันในชั้นศาลค่ะ โดยก่อนหน้านี้เคยมีการพูดคุยถึงตัวเลขที่ฝั่งต้ามองว่าควรได้รับประมาณ 19 ล้านบาท ขณะที่ทนายของทั้งสองฝ่ายก็พยายามเจรจากันมาตลอด โดยเมื่อวานนี้ค่ะ ทางด้านทนายอาร์มก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความอัปเดตว่า การเจรจายังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ และเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยังบอกอีกว่า คดีที่ต้า เฟ็ดเฟ่ยื่นฟ้องยัด ชัยโสโรจะมีคำพิพากษาในวันที่ 20 ตุลาคม 2569นี้ค่ะ


โดยทางฝั่ง ทนายไข่มุก ทนายความของต้า เฟ็ดเฟ่ ก็ได้แชร์โพสต์ต่อทันที พร้อมสวนกลับว่า ”วันนั้นพี่ยัดบอกว่าจะแบ่ง วันนี้พี่ยัดเปลี่ยนใจไม่เป็นไรค่ะ ทีเด็ดไม่ได้อยู่ที่คดีแพ่งค่ะพี่ บอกแล้วไงว่าฝ่ายพี่เป็นผู้ถือเอกสารแพ้ก็ช่างมันค่ะ พร้อมกันนี้ค่ะ ทนายไข่มุกก็ยังได้ทิ้งท้ายชวนสะดุ้งว่า รอดูทนายไข่มุกหลังจากนี้นะคะ FCพี่อาร์มค่ะ นอกจากนี้ค่ะ ทนายไข่มุกก็ยังได้บอกอีกว่า ขอบพระคุณค่ะพี่ หลังจากนี้หนูจะได้ทำอะไรอย่างเต็มที่ได้สักที ก็ยิ่งทำให้หลายคนจับตาค่ะว่า มหากาพย์ครั้งนี้จะจบลงอย่างไร




ขณะเดียวกันค่ะ ก็ยังมีอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวเมื่อหนึ่งในสมาชิก FEDFE “เจเด็ด” ก็ได้ออกมาเปิดใจในรายการ ฟินทอร์ค ผ่านทางช่องพี่หลุยส์ แบรนด์ขนมฟินฟิน ดำเนินรายการโดยคุณหลุยส์ โดยเล่าหมดเปลือก ตั้งแต่เรื่องราวของ FEDFE ในวันที่ยังรวมตัวกันครบ ไปจนถึงวันที่ทุกคนต้องตัดสินใจแยกย้าย รวมถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ๆในวันนี้ และมุมมองของเจ้าตัวเอง ที่มีต่อต้าและยัดค่ะ
โดยเจเด็ดเล่าว่า พื้นเพของตัวเองเป็นเด็กบ้าน ๆ เป็นคนซื่อๆ บื้อๆ ไม่ค่อยทันคน ถ้าตัดเรื่องรอยสักหรือภาพลักษณ์ภายนอกออกไป ตัวจริงเป็นคนออกแนวเด็กเนิร์ดด้วยซ้ำ คุณแม่เป็นแม่ค้า ส่วนคุณพ่อเคยเป็นช่างตัดผม ส่วนในเรื่องการเรียน โดยช่วงแรกค่ะ เจเด็ดเรียนคณะรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะคุณพ่ออยากให้เรียนรัฐศาสตร์ และช่วงนั้นเองที่ทำให้ได้รู้จักกับเพื่อน ๆ ซึ่งต่อมากลายมาเป็นสมาชิก FEDFE โดยเจ้าตัวรู้จักเจมส์มาตั้งแต่ช่วงมัธยม ก่อนจะได้รู้จักเพื่อนคนอื่น ๆในกลุ่ม หลังจากมาเรียนรามค่ะ
โดยเจเด็ดบอกว่าเรียนอยู่ประมาณ 3 ปีแต่แทบไม่ได้หน่วยกิต เพราะตอนนั้นต้องทำงานไปด้วยและไม่ได้ตั้งใจเรียนมากนัก สุดท้ายจึงไปคุยกับคุณแม่ ขอเปลี่ยนไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน เพราะมองว่าถ้ายังเป็นแบบเดิมคงไม่มีทางเรียนจบแน่ๆ บวกกับช่วงนั้นธุรกิจค้าขายของแม่เริ่มดีขึ้น จึงสามารถส่งให้เรียนต่อได้ จนสุดท้ายเจเด็ดก็เรียนจบด้านนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในช่วงอายุประมาณ 27–28 ปี

โดยเจเด็ดยังเล่าอีกว่า ช่วงที่ FEDFE กำลังเริ่มต้น ช่วงนั้นยังทำงานประจำอยู่ที่ PONTO และทำมาเกือบ 2 ปี ระหว่างนั้นก็มีบางครั้งที่ต้องขอลางานเพื่อออกไปถ่ายคลิปกับเพื่อน โชคดีที่เจ้านายค่อนข้างใจดีและยอมให้ลาได้ในบางโอกาส จนวันหนึ่ง “ต้า” เป็นคนบอกเจเด็ดว่า ถึงเวลาแล้ว ให้ไปลาออกจากงานประจำแล้วออกมาทำ FEDFE ด้วยกันแบบเต็มตัว เจเด็ดบอกว่าตอนนั้นดีใจมาก เพราะการใช้ชีวิตแบบตื่นเช้าไปทำงาน กลับบ้าน กินข้าว รีบนอน แล้วตื่นไปทำงานใหม่ทุกวัน ทำให้รู้สึกเหนื่อยและไม่ค่อยเป็นตัวเอง พอต้าบอกให้ลาออก และมาทำงานกับเพื่อน จึงรู้สึกแฮปปี้มาก
โดยในตอนนั้น FEDFE มีคลิปออกมาแล้วหลายตอน และต้าเป็นคนที่มีความมั่นใจมาก พูดกับเพื่อน ๆว่า ขอให้เชื่อมั่นในตัวเขา โดยเจเด็ดเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เชื่อต้า เพราะสนิทและคลุกคลีกันมานาน มองว่าต้ามีความคิดและความสามารถที่จะพาเพื่อน ๆ ไปอยู่ในจุดที่ดีกว่าเดิมได้ เจเด็ดยังบอกอีกว่าสมาชิก FEDFE แทบทุกคนไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่ดีมาก่อน รวมถึงตัวต้าด้วย แต่ทุกคนเชื่อมั่นในเพื่อนคนนี้ จึงยอมออกจากงานประจำ มาลองทำสิ่งที่ไม่มีความแน่นอนด้วยกันค่ะ



เจเด็ดยืนยันว่า ในช่วง 1–2 ปีแรกของการทำ FEDFE แทบไม่มีปัญหากันเลย และหากมีทะเลาะกัน ก็เป็นการทะเลาะหรือเถียงกันเรื่องงานเป็นหลัก พอประชุมเสร็จ ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ FEDFE ในยุคนั้นได้รับความนิยม เจเด็ดมองว่าเป็นเพราะความสดและความจริง สมาชิกเล่นกันแรงจริง เจ็บจริง และไม่ได้เฟก ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้คนดูสัมผัสได้ว่าพวกเขาเป็นแบบนั้นจริง ๆ
ส่วนในเรื่องของรายได้ เจเด็ดบอกว่าตัวเองได้รับเป็นเงินเดือน และการทำ FEDFE ก็ช่วยทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น จากคนที่ไม่มีบ้านของตัวเอง ต้องอาศัยบ้านป้า วันหนึ่งก็สามารถเก็บเงินซื้อบ้านต่อจากป้าและรีโนเวตบ้านได้ โดยเจ้าตัวยังบอกด้วยว่า เวลาพูดถึง FEDFE ในรายการต่าง ๆ ก็มักจะให้เครดิตกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมันทำให้สมาชิกหลายคนมีรายได้ มีชื่อเสียง และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนใครจะเก็บออมหรือใช้เงินอย่างไรหลังจากนั้น เป็นเรื่องของแต่ละคน
สำหรับตัวเจเด็ดเอง นอกจากเอาเงินไปซื้อและรีโนเวตบ้านแล้ว ก็ยอมรับว่ามีส่วนหนึ่งที่เอาไปเติมเต็มสิ่งที่วัยเด็กไม่เคยมี เพราะเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบของวินเทจ รวมถึงซื้อของวินเทจมาแต่งบ้าน จนสุดท้ายเงินเก็บแทบไม่มี ทุกวันนี้ก่อนจะซื้ออะไรต้องคิดมากกว่าเดิม กลายเป็นคนไม่ค่อยกล้าซื้อของ และใช้ชีวิตประหยัดขึ้น จากเมื่อก่อนที่อยากกินอะไรก็กินและใช้เงินค่อนข้างฟุ่มเฟือย วันนี้หันมากินง่าย ๆ ใช้ชีวิตธรรมดามากขึ้น
และเมื่อถูกถามว่าทำไม FEDFE ถึงต้องแยกกัน? โดยเจเด็ดก็อธิบายว่า ตอนที่สมาชิกตัดสินใจแยก FEDFE ทุกคนมีการประชุมกัน และมีข้อตกลงประมาณว่า ถ้าจะออกแล้วออกกันไม่ครบ ก็ไม่ต้องทำต่อเลย สุดท้ายจึงออกกันทั้งหมด แล้วต่างคนต่างไปตั้งต้นชีวิตใหม่ บางคนไปทำช่องของตัวเอง บางคนกลับไปทำงานบริษัท ส่วนตัวเจเด็ดก็ไปเป็นช่างตัดผมค่ะ เจเด็ดยืนยันว่า จริง ๆ FEDFE ยังสามารถไปต่อได้ แต่ปัญหาคือโครงสร้างรายได้และเงินเดือนของสมาชิกในช่วงพีคขึ้นไปสูงมาก เจ้าตัวเล่าว่าเงินเดือนช่วงแรกได้ประมาณ 35,000 บาท ก่อนจะขยับขึ้นสูงกว่านั้น
และต้าในฐานะเจ้าของบริษัทก็มีรายได้อีกแบบหนึ่ง ส่วนยัดในตอนนั้น ก็ยังเป็นพนักงานและเป็นนักแสดงหลัก ไม่ได้เป็นหุ้นส่วน แต่เนื่องจากยัดมีงานนอกด้วย จึงมีการปรับเรตเพื่อขอคิวให้งานของ FEDFE ก่อน ซึ่งตามที่เจเด็ดจำได้ รายได้ของยัดในช่วงนั้นใกล้เคียงกับต้าหรือสูงกว่าด้วยซ้ำค่ะ
และนี่ก็อาจจะเป็นหนึ่งใน “จุดเปลี่ยน” ของบริษัท เพราะในวันที่ FEDFE กำลังพีค ทุกคนคิดว่ามันน่าจะไปต่อได้เรื่อย ๆ จึงขยับเงินเดือนและค่าใช้จ่ายขึ้นไปสูง แต่ไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งรายได้จะค่อย ๆ ลดลง





เมื่อเวลาผ่านไป ตลาดก็เปลี่ยน มี YouTuber อินฟลูเอนเซอร์ และดาราเข้ามาทำคอนเทนต์มากขึ้น ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น หลายคนคิดราคาถูกกว่า FEDFE ทำให้ลูกค้ากระจายตัวออกไป แม้ FEDFE จะพยายามลดราคาเพื่อแข่งขันแล้วก็ตาม โดยช่วงที่พีคมาก ๆ เจเด็ดบอกว่า งานมีเรตหลายระดับ ตั้งแต่ S, M, L ไปถึง XL โดยระดับสูงสุดสามารถขึ้นไปถึง หลักล้านบาทต่อหนึ่งงาน และงานหลักล้านกว่าก็เคยมี ส่วนเรตเล็กสุดช่วงหนึ่งอยู่ประมาณ 2–3 แสนบาท แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน สุดท้ายบางงานต้องลดลงมาถึงหลักหมื่น
ขณะเดียวกันค่ะเจเด็ดก็ยอมรับแบบตรง ๆว่า ในช่วงที่ FEDFE ดังมาก สมาชิกมี อีโก้สูง เจ้าตัวเปรียบเหมือนกับการ “สวมโขน” จากเด็กธรรมดาที่เริ่มต้นจากไม่มีอะไร วันหนึ่งมีชื่อเสียงจนรู้สึกว่าตัวเองยืดอกได้ ซึ่งหากวันนี้ย้อนกลับไปมองเจเด็ดก็บอกว่าไม่ดี พร้อมฝากข้อคิดว่า ต่อให้วันหนึ่งเราเริ่มต้นจากไม่มีอะไรแล้วประสบความสำเร็จขึ้นมา เราก็ควรพยายามเป็นคนเดิม อย่าลืมกำพืดของตัวเอง เพราะถ้าวันหนึ่งลืมจุดเริ่มต้น ทุกอย่างก็สามารถพังลงได้
โดยในช่วงรุ่งเรืองค่ะ FEDFE ก็ไม่ได้มีแค่รายได้จากคลิปเท่านั้น แต่ยังมีธุรกิจขายเสื้อผ้าและเปิดร้านหลายสาขา โดยมีประมาณ 6–7 ช็อป และสินค้า FEDFE ขายดีมาก อีกทั้งช่วงนั้นเจเด็ดก็เคยรับหน้าที่ดูแลบัญชีและเงินใน FEDFE โดยเจ็ดเองก็ยอมรับว่าเป็นคนไม่เก่งตัวเลข ไม่เก่งไอที และประมวลผลค่อนข้างช้า จึงทำบัญชีแบบ Manual เขียนลงกระดาษ ไม่ได้ใช้ Excel เอกสารค่าใช้จ่ายก็ต้องเก็บจากทุกแผนก เก็บใบเสร็จจากการออกกอง ดูแลการเบิกจ่าย รวมไปถึงสวัสดิการต่าง ๆ
หลังจากนั้นค่ะ พองานเริ่มน้อยลง ขณะที่องค์กรมีพนักงานจำนวนมาก ค่าออฟฟิศก็สูง และรายจ่ายโดยรวมก็มีมากกว่ารายได้ ถึงขั้นช่วงประมาณ 3 เดือนก่อนจะปิดตัว สมาชิกหลักไม่ได้รับเงินเดือนของตัวเอง แต่เลือกเอาเงินที่ควรจะได้ไปจ่ายให้พนักงานก่อน เพราะไม่อยากให้น้อง ๆ เดือดร้อน เจเด็ดบอกว่า ตอนนั้นเครียดมาก จนสุดท้ายต้องคิดว่า ปล่อยวางดีกว่า เพราะถ้าดื้อจะเดินหน้าต่อ ก็ไม่มีทางไปได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจปิด FEDFE
โดยหลังจากที่แยกย้ายค่ะ เจเด็ดหันมาทำอาชีพช่างตัดผมและเปิดแบรนด์ของตัวเองประมาณปี 2019 แต่เปิดร้านได้ไม่นานก็เจอโควิด ทำให้ต้องปิดร้าน เจเด็ดก็ตัดสินใจย้ายออก แล้วเปิดรับตัดผมแบบจองคิว รวมถึงเดินทางไปตัดตามบ้านลูกค้า แต่ต่อมาเจเด็ดก็ได้ย้ายไปอยู่ที่สกลนครตามแฟน และอยู่ประมาณ 2 ปี แต่เมื่อตัดผมอย่างเดียวไม่พอ เจเด็ดกับแฟนจึงลงทุนทำอาหารขายด้วยกัน แต่รายได้ก็ยังไม่พอ จนสุดท้ายอยู่ต่อไม่ไหว อีกทั้งการย้ายไปต่างจังหวัด ทำให้เสียโอกาสหลายอย่าง เหมือนตัด Connection ที่เคยมีออกไปเกือบทั้งหมด อีกทั้งระยะทาง ก็ทำให้รับงานอีเวนต์จากเพื่อนได้ยาก เพราะค่าเดินทางไม่คุ้ม และลูกค้าตัดผมประจำในกรุงเทพฯ ก็หายไปด้วย จึงตัดสินใจย้ายกลับมาที่กรุงเทพและเปิดร้านตัดผมเหมือนเดิมค่ะ
หลังกลับที่กลับมาอยู่กรุงเทพฯค่ะ เจเด็ดก็บอกทั้งยัดและต้าว่า ถ้ามีงานก็สามารถเรียกใช้ได้ โดยคนแรกที่เรียกเจเด็ดไปทำงานคือยัด ซึ่งตอนนั้นทำ ช่องChaisoroอยู่ ซึ่งขณะนั้นต้าออกไปแล้ว โดยเจเด็ดย้ำกับยัดชัดเจนว่า รอบนี้กลับมาทำงานเพื่อหาเงินเท่านั้น ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย และถ้าวันหนึ่งไปรับงานกับต้าก็อย่าโกรธ เพราะตัวเองรับงานได้หมดค่ะ



โดยเจเด็ดบอกว่าก็พอรู้มาตั้งแต่ก่อนกลับมากรุงเทพฯแล้วว่า ต้ากับยัดมีปัญหากัน เพราะมีการพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าวอยู่ในกลุ่มเพื่อนเดิม มีกลุ่ม FEDFE ที่มีสมาชิกอยู่ด้วยกัน 9 คน แต่หลังต้าและยัดมีปัญหากัน ก็เกิดกรุ๊ปย่อยที่ไม่มีต้า เหลือสมาชิกอีก 8 คนอยู่ในกลุ่มนั้น เจเด็ดเล่าว่า ในกรุ๊ปดังกล่าวก็มีการพูดถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ของต้า โดยในช่วงแรกเจ้าตัวยอมรับว่าได้ยินแล้วก็เคยคิดว่า “เพื่อนเราเป็นถึงขนาดนี้จริงเหรอ” แต่ไม่ได้เชื่อทันที ค่ะ และก็ยังมีความสงสัยอยู่บ้าง
โดยเจเด็ดก็เคยพยายามถามต้าด้วย แต่ก็ไม่ได้อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากเกินไป จึงบอกเพียงว่า หากมีอะไรและพร้อมเมื่อไรก็สามารถเล่าให้ฟังได้ แต่ตอนนั้นต้ายังไม่พร้อมเล่า เจ้าตัวก็ไม่ได้บังคับค่ะ โดยในช่วงนั้นเจ็ดก็ยังเคยเข้าประชุมและคุยโทรศัพท์ในกลุ่มอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มรู้สึกอึดอัด รำคาญ เพราะจะชอบพูดคุยวนๆแต่กับเรื่องของต้า จนมีครั้งหนึ่งยัดโทรมาชวนเข้าประชุม ทั้งที่ปกติยัดไม่ได้โทรหาเขาบ่อย เจเด็ดจึงปฏิเสธตรง ๆ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ดีกับตัวเอง ถ้ายัดมีอะไรอยากเล่าก็สามารถเล่าให้ฟังได้ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร หลังจากนั้นเจเด็ดก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมอีกเลย
หลังจากนั้น ต้าก็เพิ่งมาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังตอนที่เขาไปตัดผมให้ต้าและมีการถ่ายรายการ หลังจากนั้นคลิปดังกล่าวกลายเป็นไวรัล และทั้งสองก็มีโอกาสทำงานร่วมกันมากขึ้น รวมถึงเดินทางไปเชียงใหม่ด้วยกัน และในระหว่างที่ได้ใช้เวลาด้วยกัน ต้าก็เล่าเรื่องต่าง ๆให้ฟัง เจเด็ดยังบอกอีกว่า เรื่องราวที่เคยฟังจากต้า ต่างจากที่ตัวเองเคยได้รับจากอีกฝั่งค่อนข้างมาก อีกทั้งเจเด็ดก็เคยถูกโจมตีหลังออกมาอยู่กับต้า โดยเฉพาะประเด็นที่เจ้าตัวเคยรับงานเกี่ยวกับเว็บเทา พร้อมยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของตัวเอง ตอนนั้นอยู่สกลนคร หาเงินได้ยากและมีภาระต้องจ่าย จึงเลือกทางออกผิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เมื่อโพสต์ไปแล้วจึงลบ แต่มีคนแคปเอาไว้ ทำให้ภายหลังถูกหยิบมาโจมตีอีกครั้ง เจ้าตัวไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่าเคยทำพลาดค่ะ
ส่วนความสัมพันธ์กับเพื่อน FEDFE หลังแยกกัน เจเด็ดบอกว่า ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง หลายคนทำช่องของตัวเอง และในช่วงที่คนอื่นมีช่อง ก็เคยมาชวนเจเด็ด ไปถ่ายงาน หรือขอให้ช่วยแจมอยู่บ้าง ขณะที่ในปัจจุบันเจเด็ดก็มีโอกาสทำงานกับต้ามากขึ้น อีกทั้งยังบอกว่าบอกว่าชอบความสัมพันธ์แบบที่เป็นเพื่อนกัน เปิดใจคุยกัน และมีความชัดเจน เจเด็ดก็ยังยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไรกับเพื่อนทุกคน เขายังคุยได้หมด เพียงแต่สิ่งที่ต้องการคือ เอาความจริงมาคุยกัน เพราะมองว่าถ้าพูดกันด้วยความจริง เรื่องต่าง ๆ จะคุยกันง่ายที่สุด
เจเด็ดยังเล่าย้อนว่าตอนที่ยังอยู่สกลนคร เคยกลับมาร่วมงานกับ Chaisoro ซึ่งมีต้าและเพื่อนหลายคนมาร่วมด้วย ซึ่งครั้งนั้นเจ้าตัวก็สังเกตว่า ต้าดูไม่เป็นธรรมชาติ บรรยากาศดูอึมครึม และรู้สึกได้ว่าต้าไม่โอเค ก่อนที่ต่อมาจะเกิดกระแสดราม่าหนักขึ้น เจเด็ดจึงมองว่า สิ่งที่ตัวเองเคยสังเกตเห็นอาจเป็นความเครียดหรือแรงกดดันที่ต้ากำลังเผชิญอยู่ในตอนนั้น อีกทั้งก็ยังเคยเห็นต้าโดนด่าในที่ประชุม และเห็นว่าต้าดูหงอยๆ ไม่เป็นธรรมชาติ หน้าตาเครียด และไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ทำอะไรก็ดูเหมือนผิดไปหมด และหากเมื่อเปรียบเทียบกับต้าในปัจจุบัน เจเด็ดรู้สึกว่าเป็นคนละคนกัน เพราะวันนี้ต้าดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แข็งแรงขึ้น
โดยในช่วงแรกที่ต้าออกมาเริ่มต้นใหม่ ต้าก็ยังไม่ได้ชวนเขามาทำงานทันที เพราะตอนนั้นต้ายังอยู่ท่ามกลางดราม่า ถูกสังคมวิจารณ์ อีกทั้งลูกค้าก็ยังไม่ค่อยจ้าง แต่หลังจากที่เจเด็ดไปตัดผมให้และได้พูดคุยกัน กระแสของต้าก็ค่อย ๆดีขึ้น จากนั้นต้าเริ่มชวนเจเด็ดมาร่วมงานมากขึ้น ขณะเดียวกันถ้าเจเด็ดมีงานก็ชวนต้าไปทำด้วย กลายเป็นการช่วยเหลือและเกื้อกูลกันค่ะ


เมื่อถูกถามว่ามีโอกาสกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหม เจเด็ดตอบว่า อาจจะยาก โดยในมุมของเขา ตอนแรกเคยคิดว่าน่าจะมีโอกาสไกล่เกลี่ยกันได้ แต่จากสิ่งที่ได้รับรู้มา เจ้าตัวก็มองว่าหากคนที่เคยสนิทกันมากๆ ไม่สามารถมานั่งคุยกันตรง ๆ ได้ ปัญหาก็ยิ่งจบยาก เจเด็ดยังเปรียบเทียบเหมือนคนรักที่เลิกรากัน แต่ยังมีทรัพย์สินหรือเรื่องบางอย่างที่ต้องแบ่งกัน หากคนหนึ่งอยากได้ อีกคนไม่ยอม หรือไม่สามารถหาจุดตรงกลางได้ ความสัมพันธ์ที่มีปัญหาอยู่แล้วก็ยิ่งประสานกลับมายากค่ะ
และเมื่อถูกถามว่าจะแก้ปัญหา “ต้า-ยัด” อย่างไร? เจเด็ดก็ตอบว่า ถ้าอยากให้เรื่องจบโดยไม่ต้องฟ้องร้องกันตั้งแต่แรก ควรกลับมาคุยกันด้วยความเป็นเพื่อน มีทรัพย์สินเท่าไรก็เอามาคุยกัน สิ่งไหนต้องแบ่งก็แบ่งให้ชัด ต่างคนต่างไปทำงานและเดินเส้นทางของตัวเอง ถ้าใครอยากทำช่องใหม่ก็ไปทำ ส่วนช่องเดิมหรือทรัพย์สินต่าง ๆ ก็ควรตกลงกันให้เรียบร้อย อีกทั้งยังมองว่า เรื่องแบบนี้ถ้าพูดกันแบบเพื่อนจริง ๆ ก็น่าจะจบได้ง่ายกว่า แต่ปัญหาคือหากฝ่ายหนึ่งอยากคุย แต่อีกฝ่ายไม่ยอมคุย ทุกอย่างก็ยาก
และเมื่อถูกถามว่าโกรธยัดไหม เจเด็ดบอกว่าไม่ได้ใช้คำว่าโกรธ แต่ว่าไม่ชอบสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และมองว่าพฤติกรรมบางอย่าง “เห็นแก่ตัวเกินไป” พร้อมตั้งคำถามในฐานะเพื่อนว่า ไม่สงสารเพื่อนบ้างหรือ นอกจากนี้ค่ะ ก็ยังได้ย้อนถึงความสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยที่ต้าเป็นคนชวนเพื่อนออกจากงานประจำ จนทุกคนมีรายได้และชีวิตดีขึ้น ยังไม่พอใจอีกหรอ โดยต้าเคยพูดว่า หากยัดไม่อยากทำงานก็อยู่เฉย ๆได้ เดี๋ยวเขาจะทำงานให้ และยัดก็รอรับเงินเดือน ซึ่งประโยคนี้ทำให้เจเด็ดรู้สึกว่าต้าใจกับเพื่อนมากค่ะ
โดยเจเด็ดก็ยังบอกด้วยว่า ต้าทำงานมานานและอยู่ในฐานะหัวเรือมาหลายปี จึงควรมีชีวิตที่สบายกว่านี้ พร้อมยังได้พูดถึงช่วงที่ต้าขี่มอเตอร์ไซค์มาออฟฟิศ และมองว่าช่วงนั้นมันคงจะดีกว่านี้ได้แล้ว อีกทั้งยังบอกว่า ต้าก็เคยโดนโกง ตั้งแต่สมัย FEDFE และพอมาอยู่กับอีกบริษัทก็ยังโดนแบบนี้อีก เจเด็ดยังมองว่า ต้าทำงานในวงการมาราว 15 ปี ต้าควรมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ พร้อมกันนี้ค่ะ เจเด็ดยังบอกอีกว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าอยู่ฝั่งใคร แต่ควรดูว่า อะไรผิดก็ว่าไปตามผิด อะไรถูกก็ว่าไปตามถูก หากคนหนึ่งทำผิดแล้ววันหนึ่งสำนึกและเปลี่ยนแปลง เจ้าตัวมองว่านั่นก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าทำผิดแล้วยังไม่ปรับพฤติกรรมก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นสุดท้ายจึงไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง เพียงแต่ต้องเลือก “ความถูกต้อง”



นอกจากนี้เจเด็ดยังฝากถึงเวลาเสพสื่อควรเสพข้อมูลจากหลาย ๆ ทาง และเอาสิ่งที่แต่ละฝ่ายพูดมาวิเคราะห์ อย่าตัดสินคนเพียงเพราะเห็นคนอื่นรุมประณาม หรือดูคลิปเพียงไม่กี่นาทีแล้วคิดว่ารู้เรื่องทั้งหมด พร้อมยังย้ำเรื่องการเงินด้วยว่า วันที่เราหาเงินได้เยอะเป็นเรื่องดี แต่ต้องคิดเผื่อเอาไว้เสมอว่า วันหนึ่งรายได้อาจไม่เยอะเหมือนเดิม ถ้าหากใช้เงินโดยไม่ระมัดระวัง เมื่อรายได้ลดลงทุกอย่างสามารถพังได้ ยิ่งเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ดีมาก จึงต้องใช้เงินอย่างรอบคอบ
ส่วนเป้าหมายของเจเด็ดในวันนี้ ไม่ได้ต้องการกลับไปเป็นคนดังหรือมีอะไรหวือหวา เจ้าตัวบอกว่าเป็นคนชอบทำงาน ขอแค่ มีงานทำ มีรายได้ มีเงินเก็บ และมีเงินไว้ปลดหนี้หรือรับผิดชอบภาระต่าง ๆ ถึงเวลาพักก็ค่อยไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือหาความสุขให้ตัวเอง แต่ตอนที่ยังมีแรงและมีงาน ก็อยากทำงานไปเรื่อย ๆ เพราะการมีงานทำทุกวันคือหนึ่งในเป้าหมายชีวิตของเขา และเจ้าตัวยังฝากถึงทุกคนด้วยว่า หากมีงานก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ พร้อมทำเต็มที่ค่ะ
พร้อมยังฝากไปถึงเพื่อนๆ FEDFEด้วยว่า อยากให้ลอง นึกย้อนกลับไปถึงวันเก่า ๆ ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน แม้วันนี้จะมีปัญหา แต่อยากให้นึกถึงอดีตที่เคยดีต่อกัน เพราะบางครั้งความทรงจำเหล่านั้นอาจช่วยลดปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นได้ คนเราเวลามีปัญหากันอาจลืมเรื่องดี ๆ ในอดีต แต่ถ้าย้อนกลับไปนึกถึงวันที่เคยฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน บางทีปัญหาที่เกิดขึ้นอาจคลี่คลายลงได้ และอาจกลับมานั่งจับเข่าคุยกันอีกครั้งค่ะ และถึงแม้ว่าวันนี้หลายคนอาจจะมองว่า “เจเด็ดอยู่ฝั่งต้า” แต่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่อยากให้มีบาดแผลระหว่างกัน อยากให้กลับมารักกันเหมือนเดิม ตัวเขาก็ยังคงเป็นเจเด็ดคนเดิม ไม่ได้มีอคติกับใคร และยังพร้อมคุยกับทุกคน

เอาเป็นว่าเรื่องราวมหากาพย์ระหว่าง ต้า เฟ็ดเฟ่ และยัด ชัยโสโร ก็คงต้องปล่อยให้กระบวนการทางกฎหมายเป็นคนตัดสิน โดยเฉพาะวันที่ 20 ตุลาคม 2569 และเรื่องราวของอดีตเพื่อนรักคู่นี้จะจะจบลงแบบไหน เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปค่ะ
#ต้าเฟ็ดเฟ่ #ยัดชัยโสโร #เจเด็ดFEDFE #FEDFE #เฟ็ดเฟ่ #Chaisoro #ชัยโสโร #ทนายไข่มุก #ทนายอาร์ม #หุ้น49เปอร์เซ็นต์ #คดีหุ้น #โหนกระแส #ฟินทอร์ค #ต้าเฟ็ดเฟ่ยัดชัยโสโร #ข่าวโซเชียล #ข่าววันนี้ #ข่าวบันเทิง #ล้อมวงเล่า



