Saturday, 12 September 2026 Login Register
ล้อมวงเล่า ข่าว Exclusive

‘ฝ้าย เรือทอง’ จากไปอย่างสงบ หลังขอความเป็นธรรม ทวงหนี้กว่า12ล้าน ฝั่ง ‘คู่กรณี’ กลับใช้ชีวิตหรูหรา ‘พี่หนุ่ม กรรชัย’ ซัดแรงกลางรายการ

กลายเป็นเรื่องสะเทือนใจที่กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งค่ะ หลัง “ฝ้าย เรือทอง” หนึ่งในผู้เสียหายคดีธุรกิจก๋วยเตี๋ยวเรือ “เลอรส” ซึ่งเคยออกมาเรียกร้องเงินคืนในรายการโหนกระแส เสียชีวิตจากภาวะเส้นเลือดในสมองแตก หลังต่อสู้ทวงเงินและบ้านที่สูญไปนานหลายเดือน ล่าสุดสามี น้องสาว และผู้เสียหายรายอื่นกลับมาเปิดเรื่องราวอีกครั้ง ทั้งยอดความเสียหายกว่า 12 ล้านบาท บ้านที่ถูกยึด เงินที่ไม่เคยได้คืน รวมถึงเบื้องหลังคำพูดที่เจ้าตัวเคยถูกนำไปดิสเครดิตลับหลังค่ะ

 

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องสะเทือนใจที่กลับมาถูกพูดถึงอย่างหนักค่ะ สำหรับกรณีของ “คุณฝ้าย” หรือ “ฝ้าย เรือทอง” ดีลเลอร์รายใหญ่ของแบรนด์ก๋วยเตี๋ยวเรือ “เลอรส” ที่ก่อนหน้านี้เคยออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม หลังอ้างว่าสูญเสียเงินจากการทำธุรกิจกับฝั่งนักร้องชายจากเวที AF7 และภรรยา รวมความเสียหายทั้งเรื่องสินค้า เงินลงทุน และบ้าน มากกว่า 12 ล้านบาทค่ะ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ คุณฝ้ายเคยทำงานประจำ มีรายได้เกือบ 2 แสนบาทต่อเดือน ก่อนตัดสินใจลาออกมาลุยธุรกิจเต็มตัว เพราะช่วงแรกการขายสินค้าดำเนินไปได้ดี มีการจ่ายเงินและส่งของตามปกติ จนเธอกลายเป็นดีลเลอร์รายใหญ่ แต่หลังจากนั้นเริ่มเกิดปัญหา ฝั่งคู่กรณีอ้างว่าบริษัทขาดสภาพคล่อง และมีการขอให้คุณฝ้ายช่วยนำเงินเข้ามาหมุนในธุรกิจ รวมถึงมีการเสนอโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อให้สต๊อกสินค้าล่วงหน้ามากขึ้น จนคุณฝ้ายต้องทั้งใช้บัตรเครดิตและยืมเงินจากคนในครอบครัวมาลงทุน ก่อนท้ายที่สุดจะเกิดปัญหาส่งสินค้าไม่ครบ โดยยอดค่าสินค้าที่คุณฝ้ายอ้างว่ายังไม่ได้รับคืนอยู่ที่ประมาณ 5.25 ล้านบาทค่ะ

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะยังมีประเด็นบ้านของคุณฝ้าย ซึ่งเป็นบ้านที่ผ่อนหมดแล้วและมีมูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท เดิมเจ้าตัวตั้งใจขายเพื่อนำเงินไปลดภาระบ้านหลังใหม่ แต่ฝั่งคู่กรณีเข้ามาเสนอว่าจะซื้อบ้านต่อ พร้อมขอให้นำบ้านไปทำสัญญาขายฝากก่อน เพื่อนำเงินสดออกมาหมุนในธุรกิจ และรับปากว่าจะนำเงินจากการขายบ้านที่นนทบุรีมาไถ่ถอนคืนให้ค่ะ แต่ภายหลังบ้านของคุณฝ้ายกลับถูกยึด

กระทั่งวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 คุณฝ้ายและกลุ่มผู้เสียหายจึงเดินทางมาออกรายการ “โหนกระแส” เพื่อขอความเป็นธรรม โดยวันนั้นฝั่งคู่กรณีและทนายชี้แจงว่าเกิดจากปัญหาการบริหารเงินและขาดสภาพคล่อง พร้อมขอเวลา 2–3 ปีในการทยอยชำระคืน และขอให้ผู้เสียหายหยุดโจมตีแบรนด์ เพื่อเปิดทางให้บริษัทสามารถทำธุรกิจหาเงินมาคืนได้ค่ะ หลายคนในเวลานั้นจึงเข้าใจว่า หลังจากออกรายการแล้ว เรื่องน่าจะค่อย ๆ คลี่คลาย และอย่างน้อยผู้เสียหายก็น่าจะเริ่มได้รับเงินคืน แต่เวลาผ่านไปหลายเดือน กลับไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ

คุณฝ้ายยังคงออกมาโพสต์เรียกร้องความเป็นธรรม และบอกว่าตัวเองยังไม่ได้รับเงินคืน ขณะที่บ้านก็ถูกยึดไปแล้ว จนกระทั่งวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ครอบครัวได้แจ้งข่าวเศร้าว่า คุณฝ้ายเสียชีวิตจากภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ทิ้งลูกทั้ง 3 คนเอาไว้กับครอบครัวค่ะ

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ ในรายการ “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” ดำเนินรายการโดยพี่หนุ่ม กรรชัย พี่หมวย อริสรา ก็ได้หยิบเรื่องนี้กลับมาพูดถึงอีกครั้ง โดยพี่หนุ่มบอกว่า เงินของคุณฝ้ายจมอยู่ในเรื่องนี้กว่า 10 ล้านบาท ขณะที่เจ้าตัวยังมีลูก 3 คน รวมถึงพ่อแม่สูงอายุที่ต้องดูแล พร้อมกันนี้ค่ะ พี่หนุ่มบอกว่า ได้พูดคุยกับสามี คุณพ่อ และน้องสาวของคุณฝ้ายถึงเรื่องสุขภาพ โดยทางครอบครัวบอกว่าที่ผ่านมาคุณฝ้ายแข็งแรงและตรวจสุขภาพอยู่เสมอ ส่วนประเด็นความเครียดนั้น ครอบครัวบอกว่าได้พูดคุยกับแพทย์และได้รับข้อมูลว่าความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยค่ะ

โดยทางด้านพี่หมวยก็เล่าย้อนกลับไปวันที่คุณฝ้ายมาออกรายการครั้งแรกว่า วันนั้นเจ้าตัวไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าการได้เงินของตัวเองคืน รวมถึงผู้เสียหายคนอื่นก็ต้องการเช่นเดียวกัน ขณะที่ฝั่งคู่กรณีก็รับปากว่าจะทยอยคืนภายใน 2–3 ปี แต่พอมาถึงวันนี้กลับเพิ่งทราบว่า คุณฝ้ายยังไม่ได้รับเงินคืนเลยค่ะ อีกเรื่องที่คุณฝ้ายติดใจมาก คือการถูกนำไปพูดลับหลังในลักษณะว่า สาเหตุที่ต้องเอาบ้านไปขายฝากเพราะเป็นหนี้ แต่คุณฝ้ายยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และต้องการให้อีกฝ่ายออกมายอมรับข้อเท็จจริงตรงนี้ด้วยค่ะ

และในวันเดียวกันค่ะ ในรายการโหนกระแส ดำเนินรายการโดยพี่หนุ่ม กรรชัย ก็ได้นำเรื่องนี้มาพูดคุยอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ มาร่วมให้ข้อมูลด้านกฎหมาย และมี “คุณเอส” สามีของคุณฝ้าย, “คุณอี๋” น้องสาว, คุณเตือนใจ ผู้เสียหายอีกราย, ทนายเป๊ปซี่ ทนายความของกลุ่มผู้เสียหาย รวมถึง “ผ้าแพร AF” และคุณแพร ซึ่งเป็นผู้เสียหาย มาร่วมพูดคุยด้วยค่ะ

โดยคุณเอสเปิดเผยว่า คุณฝ้ายจากไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา เพิ่งมีพิธีฌาปนกิจไปเมื่อวาน และครอบครัวเพิ่งเก็บอัฐิเสร็จในช่วงเช้าวันนี้ ก่อนที่เขาจะเดินทางมารายการเพื่อสานต่อสิ่งที่ภรรยาเคยพยายามเรียกร้องมาตลอด โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากเขาและภรรยาที่ต่างทำงานบริษัทเอกชน และต้องการหารายได้เสริม จึงเริ่มนำสินค้าของแบรนด์ดังกล่าวมาขาย ในช่วงแรกทุกอย่างปกติดี จ่ายเงินแล้วก็ได้รับสินค้า แต่ระยะหลังเริ่มมีปัญหา ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง และมีข้อเสนอใหม่ ๆ ให้คุณฝ้ายจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าจำนวนมากขึ้น

สุดท้ายกลับไม่มีสินค้าเข้ามาตามที่ตกลง และตามคำกล่าวของฝั่งผู้เสียหาย โรงงานก็หยุดดำเนินการไป โดยยอดค่าสินค้าก้อนสุดท้ายที่คุณฝ้ายจ่ายไปแต่ไม่ได้รับสินค้าและไม่ได้รับเงินคืน อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาทกว่าค่ะ หลังรู้ว่ามีปัญหา คุณฝ้ายเครียดอย่างหนัก กินไม่ได้นอนไม่หลับ และพยายามทุกวิถีทาง ทั้งติดต่อทนาย ตำรวจ รวมกลุ่มผู้เสียหาย และดำเนินการเรียกร้องเงินคืนมาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องบ้าน คุณอี๋ น้องสาวของคุณฝ้าย ก็เล่าว่า บ้านหลังเดิมเป็นน้ำพักน้ำแรงที่คุณฝ้ายผ่อนจนหมดภายในประมาณ 5 ปี มูลค่าราว 5 ล้านบาท ก่อนจะซื้อบ้านหลังใหม่ในละแวกเดียวกันเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่ใกล้กัน และตั้งใจขายบ้านเก่าเพื่อนำเงินมาลดภาระบ้านหลังใหม่
แต่เมื่อฝั่งคู่กรณีทราบเรื่อง ก็เข้ามาเสนอว่าจะซื้อบ้านหลังนี้ พร้อมขอให้คุณฝ้ายนำไปขายฝากเพื่อนำเงินมาช่วยธุรกิจก่อน โดยรับปากว่า เมื่อขายบ้านที่นนทบุรีได้ จะนำเงินกลับมาไถ่ถอนให้ค่ะ

ขณะที่ด้านทนายเป๊ปซี่ค่ะ ก็บอกว่า พบว่าบ้านที่นนทบุรีซึ่งถูกนำมาอ้างนั้น ถูกยึดไปก่อนแล้ว และสุดท้ายบ้านของคุณฝ้ายก็ถูกยึดในเดือนธันวาคม 2568 เพียงประมาณหนึ่งเดือนหลังออกโหนกระแส และเมื่อคุณฝ้ายพยายามติดต่อทวงถาม ฝั่งผู้เสียหายอ้างว่า ไม่มีเงิน จะทำอะไรก็ทำเลย

โดยคุณเอสยังเล่าว่า จุดที่ทำให้คุณฝ้ายเชื่อใจอีกฝ่ายอย่างมาก เป็นเพราะจากเดิมที่เป็นเพียงคู่ค้า ความสัมพันธ์ค่อย ๆ ใกล้ชิดขึ้น มีการพูดคุยกันตั้งแต่เช้า กลางวัน เย็น ไปจนถึงเรื่องส่วนตัว ทำให้คุณฝ้ายมองว่าเป็นคนสนิทและพร้อมช่วยเหลือกันค่ะ เมื่ออีกฝ่ายขอเงินหรือเสนอแผนธุรกิจใหม่ คุณฝ้ายจึงยอมช่วย ทั้งยืมเงินคนในครอบครัว ใช้บัตรเครดิต และพยายามรักษาเครดิตของตัวเองมาตลอด โดยช่วงหนึ่ง คุณเอสเล่าทั้งน้ำตาว่า วันที่เขารู้สึกสะเทือนใจที่สุด คือวันที่คุณฝ้ายเหลือเงินติดตัวเพียง 215 บาท และบอกว่าเสียใจ เพราะไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อขนมให้ลูกกินค่ะ

ไม่ใช่แค่ครอบครัวของคุณฝ้าย เพราะ “คุณเตือนใจ” ผู้เสียหายอีกรายที่เสียเงินไปประมาณ 2 ล้านบาทกว่า ก็มีเรื่องราวที่สะเทือนใจไม่แพ้กันค่ะ
โดยคุณเตือนใจเล่าว่า ช่วงเดือนมกราคม 2568 คุณแม่ของเธอป่วยหนัก และเธอต้องดูแลแม่ตลอด 24 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน ขณะที่เงินเก็บเหลือเพียงหลักแสน จึงพยายามติดต่อคู่กรณีเพื่อขอเงินของตัวเองคืน

โดยในช่วงแรกได้รับคำตอบว่าจะทยอยคืนจากเงินที่ได้จากการขายสินค้าและไลฟ์ คุณเตือนใจจึงขอเพียง 500,000 บาทก่อน เพื่อนำมาเป็นค่ารักษาคุณแม่และชำระหนี้บัตรเครดิต ขณะที่ทางฝั่งคู่กรณีฝ่ายหญิงเคยบอกว่า จะพยายามไปยืมเงินจากแม่ของ “ผ้าแพร” มาช่วยคืนให้ แต่ภายหลังผ้าแพรเปิดเผยว่า ไม่เคยมีการไปขอยืมเงินแม่ของเธอเพื่อช่วยคุณเตือนใจตามที่กล่าวอ้างค่ะ

และในระหว่างที่รอเงิน คุณเตือนใจต้องนำทองไปจำนำ เพื่อนำเงินมาใช้ในการรักษาคุณแม่ ทั้งเรื่องท่ออาหารและค่าใช้จ่ายในการส่งตัวเข้าโรงพยาบาล แต่เงินที่ขอคืนก็ยังไม่มา จนสุดท้ายคุณแม่ของคุณเตือนใจเสียชีวิตค่ะ หลังจากนั้น คุณเตือนใจได้ส่งข้อความไปแจ้งข่าวกับคู่กรณี และบอกว่าหากมีเวลาก็อยากให้มากราบศพคุณแม่ ก่อนจะได้รับข้อความจากคู่กรณีฝ่ายหญิงในภายหลังว่า “ถ้ามองแบบเข้าใจเราก็จะเข้าใจ วันหนึ่งพี่ก็ต้องตาย หนูหรือใคร ๆ ก็ต้องตาย มันเป็นเรื่องปกติ บางครั้งคนเราอาจเลือกการตายเพราะมันสบายกว่าการอยู่แล้วทรมาน อยู่แล้วเจ็บปวด”

ซึ่งคุณเตือนใจบอกว่า ข้อความนี้ยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกเจ็บปวด เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเพียงต้องการเงินของตัวเองคืนเพื่อนำไปรักษาแม่ แต่กลับต้องเป็นฝ่ายทวงถามอยู่ซ้ำ ๆ จนท้ายที่สุดต้องเสียคุณแม่ไป โดยคุณเตือนใจยังตั้งคำถามฝั่งคู่กรณี เพราะในขณะที่ผู้เสียหายหลายคนกำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน ฝั่งคู่กรณีกลับมีภาพการเดินทางต่างประเทศและใช้ชีวิตหรูหรา นั่งเฟิร์สคลาส บินเที่ยวอังกฤษดูบอล ซื้อของแบรนด์เนม

ขณะที่ทางด้านของ“ผ้าแพร AF” ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของฝั่งคู่กรณีนักร้องชาย และต่อมากลายเป็นหนึ่งในผู้เสียหายเช่นกัน โดยผ้าแพรเล่าว่า ตอนที่คู่กรณีเข้ามาชวนเธอลงทุน มักพูดถึงคุณฝ้ายและคุณเตือนใจในทางลบ โดยบอกในทำนองว่าอยากตัดสองคนนี้ออก เพราะชอบกดดันเรื่องการผลิตและโทรมาทวงสินค้า ทั้งยังพูดว่าทั้งสองคนเคยได้กำไรไปมากแล้วค่ะ คุณผ้าแพรยังเล่าอีกว่า ฝั่งคู่กรณีฝ่ายหญิงเคยหันหน้าจอโทรศัพท์มาให้ดู ก่อนพูดว่า “โรคจิตโทรมาอีกแล้ว”

กระทั่งผ้าแพรเริ่มสงสัยว่า ทำไมคู่กรณีถึงหลีกเลี่ยงคุณฝ้ายและคุณเตือนใจขนาดนั้น และเคยขอคุยกับทั้งสองคนโดยตรง แต่ก็โดนปฎิเสธ
จนพึ่งมาทราบในภายหลัง เมื่อคุณเอสส่งข้อความส่วนตัวไปหาผ้าแพรผ่าน Instagram และทั้งสองฝ่ายได้แลกข้อมูลกัน จึงรู้ว่าแต่ละคนได้รับเรื่องเล่าคนละแบบ

ด้านคุณเอสยังเสริมอีกว่า ช่วงที่คุณฝ้ายพยายามโทรไปทวงเงิน คู่กรณีมักบอกว่ากำลังประชุมอยู่กับ “นายทุนคนใหม่” และเคยส่งภาพมาให้ดู โดยเห็นเพียงบางส่วนของคนที่นั่งอยู่ด้วย แต่คุณฝ้ายกับคุณเอสสังเกตเห็นนาฬิกาข้อมือของบุคคลในภาพ จึงช่วยกันค้นข้อมูลอยู่หลายชั่วโมง ก่อนจะพบว่าตรงกับนาฬิกาที่ผ้าแพรเคยใส่ในภาพบนโซเชียล จากตรงนั้นจึงตัดสินใจติดต่อผ้าแพรโดยตรง

ขณะที่ทางด้านทนายกฤษฎา ทนายฝั่งคู่กรณีก็ได้โฟนอินเข้ามาชี้แจงประเด็นดราม่าในรายการ โดยทนายอ้างว่าทางคู่กรณีพร้อมรับผิดชอบหนี้ของทุกคน แต่ที่ยังจ่ายไม่ได้เพราะอยากให้มาตั้งโต๊ะเจรจากางหลักฐานกันให้ชัดเจน เนื่องจากอ้างว่าเจ้าหนี้บางรายมีแค่ไฟล์ Excel มาทวง แต่ไม่มีหลักฐานสลิปโอนเงินหรือใบสั่งซื้อที่ชัดเจน ส่วนสำหรับประเด็นที่ชาวเน็ตขุดภาพบินหรูอยู่สบาย ทนายชี้แจงว่า ภาพไปเที่ยวต่างประเทศนั้นเป็นภาพเก่าตั้งแต่ช่วงปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ดราม่าทั้งหมด

และตั้งแต่เกิดเรื่องคู่กรณีไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย และต้องขายทั้งบ้านทั้งรถจนหมดเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ปัจจุบันต้องทยอยจ่ายหนี้เดือนละ 4-5 แสนบาท เก็บเงินไว้แค่พอประทังชีวิต และต้องนำเงินไปเคลียร์เจ้าหนี้ในฝั่งคดีอาญาก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองติดคุก จะได้มีอิสรภาพในการทำงานหาเงินต่อไปพร้อมกันนี้ค่ะทนายยังวิงวอนขอความเห็นใจ ขอพื้นที่ให้คู่กรณีได้ขายของบ้าง โดยอ้างว่าตั้งแต่มาออกรายการโหนกระแสครั้งก่อน สินค้าก็โดนกระแสสังคมแบนจนขายในไทยไม่ได้ ต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกต่างประเทศเพียงอย่างเดียว จึงขอให้สังคมลดการโจมตีลง เพื่อให้บริษัทมีรายได้มาทยอยคืนเจ้าหนี้

ขณะที่ทางพี่หนุ่ม กรรชัย ได้สวนกลับอย่างดุเดือดว่า ภาพความหรูหราที่ออกมามันสะท้อนความรู้สึกของผู้เสียหาย เพราะในขณะที่คุณฝ้ายผู้เสียชีวิตแทบจะไม่มีเงิน 200 บาทซื้อของให้ลูกกิน แต่ภาพของคู่กรณีกลับเป็นการไปเอามือแตะสนามแอนฟิลด์ นั่งเครื่องบินชั้นธุรกิจ และโชว์แหวนเพชร นอกจากนี้ พี่หนุ่มยังซัดแรงกลางรายการว่า ในวันที่คุณฝ้ายเสียชีวิต ทางคู่กรณีไม่คิดจะมาแสดงความเสียใจกับครอบครัวของเธอเลยสักนิดเดียวหรือ?

เรียกได้ว่าเรื่องนี้ยังมีอีกหลายคำถามที่สังคมรอคำตอบค่ะ โดยเฉพาะหลังจากที่ครอบครัวคุณฝ้ายและผู้เสียหายรายอื่น ๆ ออกมาร้องขอความเป็นธรรม ทั้งเรื่องเงินที่ยังไม่ได้คืน บ้านที่ถูกยึด รวมถึงคำรับปากที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ งานนี้จึงต้องจับตาว่า ฝั่งคู่กรณีจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของตัวเองอย่างไร และจะรับผิดชอบเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวคุณฝ้าย รวมถึงผู้เสียหายรายอื่น ๆ อย่างไรบ้างค่ะ

#ฝ้ายเรือทอง #เรือทอง #โหนกระแส #หนุ่มกรรชัย #หมวยอริสรา #น้ำแข็งAF #ผ้าแพรAF #ทนายเป๊ปซี่ #ผู้เสียหาย #เลอรส #ก๋วยเตี๋ยวเรือเลอรส #ทวงเงิน #ขายฝากบ้าน #ข่าวสังคม #ข่าวโซเชียล #ข่าวดราม่า #ล้อมวงเล่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2025 LWL Group. All Rights Reserved.