มหากาพย์ “ต้า เฟ็ดเฟ่–ยัด ชัยโสโร” เดือดกลางโหนกระแสค่ะ หลังทั้งสองฝ่ายเปิดข้อมูลเรื่องเงินบริษัท บ้าน 10 ล้าน รถหลายคัน เงินยืม และปมโอนหุ้น 49% ในราคา 300,000 บาท ขณะที่ “พี่หนุ่ม กรรชัย” และทนายตุ๋ยจับจุดสำคัญว่า หากเงิน 300,000 บาทถูกนำไปหักเป็นค่าหุ้นแล้ว เหตุใดช่วงต้นรายการจึงยังถูกพูดถึงว่าเป็นหนี้ที่ยังไม่ได้คืน งานนี้จากเรื่องเพื่อนรัก กลายเป็นมหากาพย์ตัวเลขที่ต้องไล่กันทีละก้อนเลยค่ะ


และแล้ววันที่หลายคนรอคอยก็มาถึงค่ะ สำหรับมหากาพย์อดีตเพื่อนรักกว่า 20 ปี ระหว่าง “ต้า เฟ็ดเฟ่” และ “ยัด ชัยโสโร” ที่มีข้อพิพาทกันทั้งเรื่องหุ้น เงินบริษัท เอกสาร สิทธิในทรัพย์สิน รวมถึงคดีที่ยังเหลืออยู่ เรียกได้ว่า มีประเด็นใหม่โผล่ออกมาไม่พัก ทั้งเรื่องหลักฐานเด็ดที่ฝั่งทนายอาร์มเคยประกาศว่าจะนำมาเปิด ประเด็นเว็บเทา คลิปเสียง และข้อสงสัยเรื่องสถานะผู้ถือหุ้นของต้า
ขณะที่ก่อนหน้านี้ค่ะ ในรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์” พี่หนุ่ม กรรชัย ก็ได้ถามยัดตรง ๆ ว่า วันนี้พร้อมหรือไม่ หลักฐานพร้อมไหม และสิ่งที่ต้าพูดก่อนหน้านี้จริงหรือไม่ ซึ่งยัดตอบว่า “เรื่องจริงมันพร้อมเสมอ” พร้อมยืนยันว่า สิ่งที่ต้าพูดนั้น “ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดค่ะ พี่หนุ่มยังถามว่า ต้าเป็นหุ้นส่วนบริษัท หรือเป็นเพียงลูกจ้าง ซึ่งยัดอธิบายว่า ในเวลานั้นทุกคนที่รับเงินเดือนถือเป็นลูกจ้าง รวมถึงตัวเองด้วย เพราะรับเงินจากบริษัท ค่ะ
ขณะที่ล่าสุดในรายการ “โหนกระแส” ดำเนินรายการโดยพี่หนุ่ม กรรชัย และมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ มาร่วมพูดคุยให้ข้อมูลด้านกฎหมาย โดยทางฝั่งยัดเดินทางมาพร้อม “แอม” ภรรยา รวมถึงทนายอาร์มและทนายแม็กค่ะ ขณะที่ฝั่งต้า ก็เดินทางมาพร้อมกับแอ๊ะ ชาติฉกาจ และทนายไข่มุกค่ะ
โดยยัดก็ได้กล่าวขอโทษทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ทั้งน้อง ๆ OHANA ครอบครัว รวมถึงคนอื่น ๆ โดยยัดบอกว่า ที่ผ่านมาตัวเองไม่กล้าปล่อยความจริงออกจากมือ แต่วันนี้พร้อมจะพูดทั้งหมด ต่อให้ความจริงนั้นจะพาเรื่องไปในทิศทางไหนก็ตามค่ะ
โดยยัดก็ได้ย้อนเล่าถึงความสัมพันธ์ว่า ตัวเอง ต้า และเพื่อน ๆ ช่วยกันสร้าง “FEDFE” มานานประมาณ 7 ปี เมื่อถึงวันที่ต้องแยกย้าย ยัดเคยมองว่าบริษัทควรตกเป็นของต้า เพราะต้าเป็นผู้ก่อตั้ง แต่ต้าเป็นคนบอกเองว่า FEDFE เป็นของทุกคน ซึ่งยัดยอมรับว่า ตอนนั้นภูมิใจในตัวเพื่อนมากค่ะ โดยโครงสร้างบริษัท FEDFE ต้าถือหุ้น 98% ยัดถือ 1% และเจมส์ถือ 1% โดยเคยมีข้อตกลงว่า รายได้และเงินปันผลจาก FEDFE ที่ยังเข้ามาเรื่อย ๆ จะนำมาแบ่งให้เพื่อนอดีตสมาชิกทั้ง 9 คนเท่า ๆ กัน หลังจากนั้น ต้าและยัดจึงมาเปิดบริษัท “ชัยโสโร” ร่วมกัน โดยมีข้อตกลงเรื่องการเงินว่า จะมีการแบ่งปันผลปีละครั้ง หรือหากใครเดือดร้อนก็สามารถพูดคุยเพื่อเบิกเงินก่อนได้ค่ะ
แต่จุดที่ทำให้ความไว้ใจเริ่มสั่นคลอน เกิดขึ้นเมื่อ “โบว์” พนักงานบัญชีในเวลานั้น เข้ามาบอกว่าเงินบริษัทหายไป ตอนแรกยัดไม่เชื่อ และไม่กล้าถามต้า เพราะไม่คิดว่าเพื่อนจะทำแบบนั้น กระทั่งบรรยากาศในออฟฟิศเริ่มเปลี่ยน และพนักงานหลายคนกดดันให้ฝ่ายบัญชีพูดความจริงออกมา สุดท้าย ฝ่ายบัญชีจึงแจ้งกับยัดว่า มีการทยอยถอนเงินออกจากบัญชีประมาณ 200,000 กว่าบาท จำนวน 5–6 ครั้ง ต่อเนื่องกันประมาณ 5 เดือนค่ะ






ยัดบอกว่า เงิน 2 แสนกว่าบาทไม่ใช่ประเด็นใหญ่สำหรับตัวเอง แต่สิ่งที่รับไม่ได้คือเรื่อง “ความไว้ใจ” เพราะเป็นการถอนเงินออกไป โดยที่ไม่ได้บอกกัน และตลอดประมาณ 7 ปี ยัดยืนยันว่าตัวเองไม่เคยเป็นคนเบิกเงินออกจากบริษัทเองเลย โดยการทำธุรกรรมส่วนใหญ่ต้าเป็นคนจัดการค่ะ ขณะที่ทางด้าน“แอม” ภรรยายัด จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า บริษัท FEDFE ต้ามีอำนาจเบิกจ่ายได้เอง ส่วนบริษัทชัยโสโร ในช่วงแรกหากจะเบิกเงินสด ต้าจะเป็นคนถือใบเบิกไปถอนที่ธนาคาร แต่ภายหลังเมื่อเปลี่ยนมาใช้แอป การโอนเงินออกจากบัญชีจะต้องใช้รหัสยืนยันจากทั้งต้าและยัด เงินถึงจะออกได้
และเงิน 2 แสนกว่าบาทที่เป็นประเด็นนั้น แอมชี้แจงว่า เป็นเงินจากบัญชีบริษัท FEDFE ซึ่งต้ามีอำนาจเบิกได้เพียงคนเดียวอยู่แล้วค่ะ โดยพี่หนุ่มจึงถามต้าตรง ๆ ว่า ได้ถอนเงิน 2 แสนกว่าบาทออกมาจริงหรือไม่ ซึ่งต้าตอบชัดว่า “ถอนมาจริงครับ” แต่ต้าอธิบายในมุมของตัวเองว่า เงินก้อนนี้มาจาก ช่องFEDFE ซึ่งตัวเองถือหุ้นอยู่ 98% จึงมองว่าเป็นเงินและสิทธิ์ของตัวเอง ส่วนจะนำไปแบ่งให้เพื่อนหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของต้าเช่นกัน
ส่วนเหตุผลที่ต้องถอนเงินออกมา ต้าเล่าว่า ช่วงนั้นตัวเองกำลังลำบาก เพราะจากเดิมได้รับเงินเดือน 150,000 บาท ถูกลดเหลือเพียง 40,000 บาท และหลังหักภาษีเหลือใช้จริงประมาณ 37,000 บาท ขณะเดียวกันค่ะ คุณพ่อก็ป่วยหนัก ต้าจึงมองว่าเป็นเงินจากบริษัทที่ตัวเองถือหุ้นเกือบทั้งหมด จึงตัดสินใจนำเงินออกมาใช้ดูแลครอบครัวในช่วงวิกฤตค่ะ
ด้านยัดก็บอกว่า แม้ช่องFEDFE จะไม่ได้เดินหน้าทำคอนเทนต์เหมือนเดิมแล้ว แต่บัญชียังมีเงินจากผลงานเก่าเข้ามา และในฐานะเพื่อน ยัดมองว่าต้องเข้ามาคุยเรื่องนี้ เพราะถ้าไม่ใช่ตน ก็คงไม่มีใครคุยกับต้าได้ จากนั้นมีการเปิดข้อความที่ระบุว่าเป็นแชทของต้าในรายการ โดยพี่หนุ่มก็ได้สรุปคร่าวๆว่า หลังเกิดปัญหา ยัดได้ควักเงินส่วนตัวให้ต้ายืม 300,000 บาท เพื่อนำไปคืนเงินให้กับเพื่อนอดีตสมาชิก FEDFE อีก 7 คน ซึ่งยัดยืนยันว่า ต้าได้นำเงินไปคืนเพื่อนครบแล้ว จึงถือว่าปัญหาระหว่างตากับอดีตสมาชิกในก้อนนี้จบไปค่ะ แต่เงิน 300,000 บาทที่ยัดให้ต้ายืมไปนั้น ต้ายังไม่ได้คืนค่ะ
และหนึ่งในประเด็นใหญ่ที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง คือเรื่องบ้านมูลค่า 10 ล้านบาท ซึ่งพี่หนุ่มก็ถามยัดตรง ๆ ว่า มีการนำเงินบริษัทไปซื้อบ้าน แต่ทำไมบ้านกลับเป็นชื่อของยัดเอง โดยยัดยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง พร้อมอธิบายว่า ในทางบัญชีรายการดังกล่าวถูกลงเป็น “เงินยืมกรรมการ” ทำให้ตัวเองมีสถานะเป็นลูกหนี้ของบริษัท และมีการรายงานเรื่องนี้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าค่ะ ส่วนเหตุผลที่ซื้อบ้าน ยัดเล่าว่า ตั้งใจจะทำเป็นออฟฟิศและพื้นที่ให้ทุกคนอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัว รวมถึงคิดเผื่อไว้ว่า หากวันหนึ่งเพื่อนคนไหนผ่อนบ้านไม่ไหว อย่างน้อยก็ยังมีบ้านหลังนี้ให้กลับมาอยู่



แต่ต่อมาบ้านหลังดังกล่าวมีปัญหา ยัดจึงขายออกไป และเงินประมาณ 10 ล้านบาทจากการขายบ้าน และถูกโอนกลับเข้าบัญชีส่วนตัวของยัดค่ะ
เลยทำให้พี่หนุ่มและทนายตุ๋ยตั้งคำถามว่า หากเงินก้อนดังกล่าวเป็น “เงินยืมกรรมการ” เหตุใดเมื่อขายบ้านแล้วจึงไม่นำเงิน 10 ล้านบาทกลับไปคืนบริษัทเพื่อเคลียร์หนี้ก่อน โดยยัดบอกว่าไม่ได้ทำแบบนั้น และอธิบายว่า ตอนนั้นตัวเอง “ไม่รู้” เพียงคิดว่าจะนำเงินไปซื้อสถานที่ใหม่ จึงเอาเงินก้อนไปซื้อคาเฟ่เพื่อทำเป็นออฟฟิศแห่งใหม่ และคาเฟ่ก็ยังคงจดทะเบียนเป็นชื่อของยัดเช่นเดิมค่ะ นอกจากนี้ ยัดยังยอมรับว่า เงินจากก้อนดังกล่าวบางส่วนถูกนำไปซื้อรถบ้านและรถอื่น ๆ ด้วย
ขณะที่ทางด้านแอม ภรรยายัด ก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่บริษัทขาดสภาพคล่องและไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน ยัดก็ทยอยนำเงินจากก้อน 10 ล้านบาทกลับเข้าไปช่วยบริษัท ตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้าน ตามคำแนะนำของสำนักงานบัญชีค่ะ ส่วนประเด็นที่ต้าเคยพูดว่า ยัดนำเงินบริษัทไปซื้อรถหรูหลายคัน แอมยอมรับว่า มีการนำเงินบริษัทไปซื้อ Nissan Note ราคาประมาณ 300,000 บาท และรถคลาสสิก GTO สีส้ม ประมาณ 1 ล้านบาท รวมประมาณ 1.3 ล้านบาทจริง แต่แอมยืนยันว่า ตอนที่มีการเบิกเงิน 1.3 ล้านบาทไปซื้อรถนั้น ฝั่งตนก็ได้โอนเงินสดอีก 1.2 ล้านบาทไปให้ต้าในเวลาใกล้เคียงกัน โดยมองว่าเป็นการแบ่งผลประโยชน์กัน ไม่ใช่ว่ายัดได้ฝ่ายเดียวค่ะ
ด้านต้ายอมรับว่าได้รับเงิน 1.2 ล้านบาทจริง ช่วงประมาณปี 2563 แต่ต้าเล่าว่า หลังจากได้เงินมาไม่นาน ยัดกลับมาขอยืมเงินจากตัวเองอีก 550,000 บาท และจนถึงตอนนี้ ยัดยังไม่ได้คืนเงินก้อนดังกล่าวให้ต้า ต้ายังบอกต่อว่า หลังจากได้เงิน 1.2 ล้านบาทก้อนนั้น ตัวเองก็ไม่ได้รับส่วนแบ่งแบบนี้อีกเลย ขณะที่ปลายปี 2564 ยัดมีการเบิกเงินบริษัทอีกประมาณ 3 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อรถ 2 คัน โดยต้ายืนยันว่าตัวเองไม่ได้รับส่วนแบ่งในครั้งนั้นค่ะ


ขณะที่ทางด้าน “ทนายอาร์ม” ยืนยันว่า ฝั่งยัดพร้อมพูดคุยและพร้อมแบ่งผลประโยชน์ เพียงแต่ติดใจ และต้องการให้ต้ายอมรับว่า เป็นฝ่ายตัดสินใจออกจากบริษัทเองจริง โดยทนายอาร์มยังขอเคลียร์อีกหนึ่งประเด็น ที่ต้าเคยพูดว่า ถูกยัดฟ้องเรียก 20 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 คดี คดีละ 10 ล้านบาท โดยทนายอาร์มยืนยันว่า ในท้ายคำฟ้องไม่มีการเรียกเงินจำนวนดังกล่าว และให้เปิดเอกสารท้ายฟ้องตรวจสอบได้ค่ะ โดยทางด้านต้าและทนายไข่มุกยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดของต้าจริง เพราะในท้ายฟ้องไม่ได้มีการเรียก 10 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ต้าอธิบายว่า สาเหตุที่ตัวเองเข้าใจแบบนั้น เป็นเพราะใน “โนติส” ที่ได้รับก่อนหน้านี้มีการระบุตัวเลขความเสียหาย 10 ล้านบาทเอาไว้อย่างชัดเจน ทำให้ต้ากังวลว่า หลังจากคดีอาญา อาจมีคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายตามมา และต้ายังบอกว่า ตอนที่ไปศาลก็มีเอกสารแสดงรายละเอียดตัวเลขต่าง ๆ อยู่ด้วยค่ะ
ส่วนประเด็นเรื่องแชทที่ต้าเคยพิมพ์ว่า “ขอลาออกและไม่เอาเงินเลย” ต้าอธิบายถึงสภาพจิตใจในเวลานั้นว่า ตัวเองอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่มาก รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น และรู้สึกว่าการยอมถอยออกมาจากทุกอย่าง เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ตัวเองหลุดออกจากสถานการณ์นั้นได้ค่ะ
ขณะที่ทางด้านแอมจึงแทรกขึ้นมาว่า ตอนนั้นตัวเองเคยถามต้าแล้วว่า หากออกจากบริษัทจะเอาอะไรหรือไม่ และต้ายืนยันเองว่า “ไม่เอาอะไรเลย” ต้ายกมือไหว้ก่อนพูดกับแอมว่า “วันนั้นที่คุยกับหนูอะ หนูไม่เกี่ยว เราเปิดบริษัทคู่กัน และที่รีบตัดการคุยกับหนูไปวันนั้น คือ รำคาญ”
ด้านแอมตอบว่า ตัวเองจำเป็นต้องเข้ามาเกี่ยว เพราะเรื่องนี้กระทบครอบครัวของตัวเองด้วย ก่อนที่ต้าจะบอกว่า จากนี้จะไม่ขอเถียงกับแอมแล้ว และไม่อยากพูดไม่ดีกับผู้หญิง ขณะที่แอมตอบกลับว่า สิ่งที่กำลังทำไม่ใช่การเถียง แต่เป็นการพูดในมุมของความจริงค่ะ





โดยในช่วงหนึ่งของรายการ ต้ายังตั้งคำถามกับยัดว่า ในวันที่ตัวเองกำลังป่วย ถูกลดรายได้จนเหลือใช้เพียง 3 หมื่นกว่าบาท และขอเดินออกจากบริษัทตัวเปล่า ในฐานะเพื่อนกันมานาน จะไม่มีเงินขวัญถุงให้ไปตั้งต้นชีวิตใหม่เลยหรือ แอมจึงอธิบายว่า ในช่วงนั้นอำนาจเรื่องเงินและบัญชีส่วนใหญ่อยู่ที่ต้า เพราะต้าเป็นคนจัดการเรื่องดังกล่าว ส่วนแอมมีหน้าที่เพียงพูดคุย ไม่ได้มีสิทธิ์ไปจัดการเงินตรงนั้น และถ้าต้าต้องการอะไร ก็ควรพูดออกมาตรง ๆ
ขณะที่ประเด็นใหญ่เรื่องเอกสารโอนหุ้นบริษัท “ชัยโสโร” ซึ่งระบุว่า หุ้นจำนวน 49% ของต้า ถูกขายในราคาเพียง 300,000 บาท ซึ่งต้าก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล เพราะเพียงรายได้จากคลิปเก่าประมาณ 900 คลิปในช่อง YouTube ก็ยังสร้างรายได้ประมาณเดือนละ 240,000 บาทอยู่แล้ว จึงมองว่าเป็นไปได้ยากที่หุ้นเกือบครึ่งบริษัทจะมีมูลค่าเพียง 300,000 บาทค่ะ โดยพี่หนุ่มจึงถามยัดในประเด็นนี้ว่า เงิน 300,000 บาทนี้ แท้จริงแล้วคือค่าอะไรกันแน่
ทางด้านยัดอธิบายว่า เป็นเงินส่วนตัวที่เคยให้ต้ายืมก่อนหน้านี้ เพื่อนำไปจ่ายคืนกลุ่มเพื่อนอดีตสมาชิก FEDFE แต่เมื่อมีการเปิดสลิปโอนเงินกลางรายการ กลับพบว่าในบันทึกช่วยจำของสลิปมีข้อความระบุว่าเป็น “ค่าตอบแทนเสื้อสวัสดีปีใหม่” ตึงทำให้เกิดความสับสนขึ้นทันทีว่า เงินก้อน 300,000 บาทนี้ แท้จริงแล้วเป็นเงินกู้ยืม ค่าเสื้อ หรือถูกนำมาใช้เป็นค่าซื้อหุ้นกันแน่ค่ะ


ยัดบอกว่า ในตอนที่ต้าขอลาออกจากบริษัท ทางด้านบัญชีแจ้งว่า ในทางกฎหมายไม่สามารถให้ออกจากการถือหุ้นแบบตัวเปล่าได้ จำเป็นต้องมีธุรกรรมซื้อขายหุ้นเกิดขึ้น ยัดจึงนำยอดหนี้ 300,000 บาทที่ต้าเคยยืมไว้ มาหักลบและตีเป็นมูลค่าการซื้อหุ้น 49% ของต้าแทน โดยพี่หนุ่มและทนายตุ๋ยจึงตั้งข้อสงสัยว่า หากเงิน 300,000 บาทถูกนำไปหักเป็นค่าซื้อหุ้นเรียบร้อยแล้ว เท่ากับในทางบัญชีหรือทางธุรกรรม หนี้ 300,000 บาทก้อนเดิมของต้าก็ควรถูกหักล้างไปด้วย แต่ในขณะที่ช่วงต้นรายการ ยัดกลับยังพูดในลักษณะว่า ต้ายังไม่ได้คืนเงิน 300,000 บาทให้ค่ะ
จึงทำให้เกิดความย้อนแย้งของตัวเลขว่า ในขณะที่ยัดสามารถนำเงินบริษัทออกไปในรูปแบบ “เงินยืมกรรมการ” จำนวนประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อซื้อบ้านและทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ แต่หุ้น 49% ของต้า แต่กลับถูกตีมูลค่าไว้เพียง 300,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างมาก
ด้านแอมเองก็ยอมรับว่า หากมองจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว มูลค่าบริษัทกับเงิน 300,000 บาทนั้นห่างกันมาก จนเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะเชื่อ แต่แอมยังยืนยันว่า ในวันที่พูดคุยกัน ต้าเป็นฝ่ายบอกเองว่า “ไม่เอาอะไรเลย”
พร้อมกันนี้ค่ะ แอมยังย้ำอีกว่า หากต้าพูดคุยและเรียกร้องส่วนแบ่งอย่างตรงไปตรงมา ฝั่งตนก็พร้อมแบ่งให้ เพราะยอมรับว่าต้าควรได้รับส่วนที่เหมาะสม แต่สถานการณ์ในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะฝั่งตัวเองรู้สึกว่าถูกฟ้องร้อง ถูกสังคมโจมตี รวมถึงมีประเด็นเกี่ยวกับลูกและครอบครัว ซึ่งแอมมองว่าเกินขอบเขตค่ะ
แอมบอกอีกว่า เคยมีการนำภาพหรือนำเรื่องของลูกไปโพสต์ จนทำให้ตัวเองรู้สึกไม่ปลอดภัย รวมถึงเหตุการณ์ที่ศาล ซึ่งแอมอ้างว่า ต้าเคยพูดแซวว่าโทรม และยังได้พูดถึงโรงเรียนของลูก รวมถึงมีคำพูดบางอย่างที่ทำให้แอมรู้สึกไม่สบายใจ จนตัวเองต้องพูดต่อหน้าศาลว่า รู้สึกไม่ปลอดภัย และต่อมาหลังจากนั้นเพจ FEDFE ก็ได้มีการโพสต์พาดพิงถึงโรงเรียนของลูก รวมถึงมีประเด็นที่แอมและคนใกล้ตัวมองว่าเป็นการข่มขู่เรื่องคดีต่าง ๆ



แน่นอนค่ะว่าหลังจบรายการทางด้านต้า ก็ได้ลงมาให้สัมภาษณ์กับสื่อเพิ่มเติม โดยต้าก็ร้องไห้ด้วยความดีใจพร้อมบอกว่า ดีใจที่ทุกคนเอ็นดู และให้กำลังใจ ผมสู้ด้วยตัวเองมาตลอด10กว่าเดือน โดนทัวร์ลง กล่าวหาว่าโจมตีขายเพื่อน และไม่รู้จะปรึกษาใคร ผมแค่เรียกร้องความเป็นธรรมในส่วนที่ผม ควรจะได้ ตั้งแต่ช่องเฟ็ดเฟ่ ช่องชัยโสโร ทั้งหมดที่ทำงาน15ปี อยากจะคุยตกลงกัน และเมื่อถูกถามว่าตัวเลขประมาณเท่าไหร่ โดยทางด้านต้าบอกว่า 19ล้านครับ อันนี้นับเฉพาะในส่วนที่ผมต้องได้ ตลอกระยะเวลาที่อยู่ในบริษัทมา7ปี
เรียกได้ว่าจากที่ตอนแรกหลายคนคิดว่า วันนี้อาจได้เห็นอดีตเพื่อนรักกลับมาเคลียร์ใจกัน กลับกลายเป็นว่า รายละเอียดก็ยิ่งซับซ้อนกว่าเดิมค่ะ และหลังจากที่แต่ละฝ่ายเปิดเอกสารและเล่ามุมของตัวเองแล้ว เรื่องราวจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางไหน และเรื่องทรัพย์สินที่ต้าเรียกร้องจำนวน19ล้านบาทนั้น จะได้คืนหรือไม่ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปค่ะ
#ต้าเฟ็ดเฟ่ #ยัดชัยโสโร #FEDFE #ชัยโสโร #หนุ่มกรรชัย #โหนกระแส #ทนายอาร์ม #ทนายตุ๋ย #ทนายไข่มุก #แอมชัยโสโร #ดราม่าต้ายัด #หุ้น49เปอร์เซ็นต์ #เงินบริษัท #เพื่อนรัก20ปี #ข่าวดราม่า #ข่าวโซเชียล #ข่าวบันเทิง #ล้อมวงเล่า



