หลังชื่อของ “ต้า เฟ็ดเฟ่” กลับมาอยู่ในกระแสจากมหากาพย์อดีตเพื่อนรัก “ยัด ชัยโสโร” ล่าสุดเจ้าตัวได้เปิดอีกมุมชีวิตที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ ตั้งแต่เคยเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะ ก่อนบ้านล้มละลายจนต้องเดินออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าเพียงคนละใบ จากเด็กที่เคยมีคนขับรถ กลายเป็นกรรมกร เด็กเสิร์ฟ แจกใบปลิว รับจ้างเดินห้างวันละ 200 บาท ก่อนค่อย ๆ ไล่ตามความฝันจนกลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการ YouTube ไทย แต่ระหว่างทางชีวิตกลับต้องเจอมรสุมซ้ำทั้งเรื่องงาน ความรัก ครอบครัว และคุณพ่อที่ป่วยติดเตียงค่ะ
ยังคงเป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกพูดถึงอย่างมากค่ะ สำหรับ “ต้า เฟ็ดเฟ่” เรียกได้ว่าเป็นช่วงเจอกับมรสุมในชีวิตอย่างหนักค่ะ ทั้งปัญหาชีวิต ครอบครัว และก่อนหน้านี้ก็ยังมีปมความขัดแย้งกับอดีตเพื่อนรักอย่าง “ยัด ชัยโสโร” ซึ่งทั้งคู่เพิ่งได้มาเผชิญหน้ากันกลางรายการโหนกระแส เปิดใจถึงเรื่องหุ้น เงินบริษัท และผลประโยชน์ที่ค้างคากันมานาน ก่อนที่ต่อมายัด ชัยโสโร จะยอมตกลงคืนผลประโยชน์ในส่วนที่ต้า เฟ็ดเฟ่ควรจะได้รับคืนให้ค่ะ
ขณะที่ล่าสุด ต้า เฟ็ดเฟ่ ก็ได้มาเปิดอีกมุมชีวิตในรายการ “แฉ” ซึ่งเรียกได้ว่าหากย้อนกลับไปตั้งแต่เด็ก ชีวิตของเขาแทบจะเหมือน “รถไฟเหาะ” ที่มีทั้งช่วงขึ้นสุดและลงสุดแบบชนิดที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงค่ะ โดยต้าเล่าว่า ตัวเองเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ คุณพ่อทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ช่วงหนึ่งครอบครัวเคยอยู่บ้านหลังใหญ่ มีคนขับรถ มีรถประจำตัว และพ่อแม่ก็ใช้ชีวิตค่อนข้างสบาย เรียกได้ว่าในวัยเด็ก ต้าโตมาแบบลูกคุณหนูพอสมควรค่ะ



แต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปในช่วงที่ต้าอายุประมาณ 13–14 ปี เมื่อธุรกิจของครอบครัวเริ่มมีปัญหา และเป็นช่วงใกล้เคียงกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภาพที่ต้ายังจำติดตาคือ เฟอร์นิเจอร์ในบ้านค่อย ๆ หายไปทีละชิ้น จากที่เคยมีของเต็มบ้าน ทั้งโซฟา เครื่องเสียง โทรทัศน์ และของใช้ต่าง ๆ ทุกอย่างค่อย ๆ ถูกขายออกไป จนบ้านเริ่มโล่งขึ้นเรื่อย ๆ และเด็กวัยเพียงสิบกว่าปีก็เริ่มรู้แล้วว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติค่ะ
กระทั่งวันหนึ่ง เหตุการณ์ที่เหมือนฉากในหนังเกิดขึ้นจริง เมื่อมีทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารและเจ้าหนี้มาที่บ้านเพื่อยึดทรัพย์ ตอนนั้นต้าเล่าว่า คุณพ่อเสียใจอย่างหนัก ดื่มจนหลับอยู่บริเวณหน้าประตู ขณะที่เจ้าหนี้และเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาจัดการเรื่องทรัพย์สินภายในบ้าน ส่วนตัวต้าและน้องสาวยังเป็นเพียงเด็ก ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
สุดท้ายครอบครัวต้องเก็บของเท่าที่เอาออกมาได้ และเดินออกจากบ้านโดยแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คืนนั้นจะไปนอนที่ไหนค่ะ จากเด็กที่เคยมีทุกอย่าง วันนั้นต้าเหลือเพียงพ่อ น้องสาว และกระเป๋าคนละใบ ก่อนทั้งสามจะไปหาห้องเช่าเล็ก ๆ เพื่อใช้เป็นที่อยู่ชั่วคราว หลังจากคุณพ่อเริ่มตั้งสติได้ พ่อก็เรียกตัวเองกับน้องสาวมาคุย พร้อมขอโทษทั้งน้ำตาว่า ไม่สามารถดูแลลูกได้ดีเหมือนเดิม และบอกกับต้าว่า จากนี้จะคืนอิสระให้ทั้งหมด จะไม่บังคับว่าต้าต้องเรียนอะไร ต้องเป็นอะไร หรือเดินชีวิตแบบไหน แต่พ่อขอเพียงเรื่องเดียว คือ “ขอให้เป็นคนดี” คำพูดสั้น ๆ ประโยคนี้ กลายเป็นสิ่งที่ต้าบอกว่าจำติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ




เพราะก่อนหน้านั้นต้ายอมรับว่า ตัวเองก็เป็นเด็กซน ๆ มีความเกเรตามวัย แต่หลังเห็นครอบครัวพังลงต่อหน้าต่อตา ความคิดก็เริ่มเปลี่ยน และตั้งใจกับตัวเองว่า วันหนึ่งจะต้องเอาทุกอย่างที่ครอบครัวเคยสูญเสียกลับคืนมาให้ได้ โดยในช่วงปิดเทอม ต้าจึงเริ่มออกไปทำงานก่อสร้างกับพ่อ ซึ่งจากอดีตเจ้าของธุรกิจ คุณพ่อเองก็ต้องลดสถานะลงมาเป็นเพียงหัวหน้าคนงานค่ะ
โดยวันแรกของการทำงาน ต้ายอมรับตรง ๆ ว่าเหนื่อยจนแทบไม่ไหว และเคยคิดจะเดินหนีกลับบ้าน แต่ระหว่างทางกลับเห็นผู้หญิงสูงวัยและเด็กผู้หญิงวัยใกล้เคียงกับตัวเองยังยืนแบกอิฐทำงานอยู่ ภาพนั้นก็ยิ่งทำให้ต้าหันกลับมา และคิดว่า ถ้าคนอื่นยังทำได้ ตัวเองก็ควรทำได้เหมือนกัน จากนั้นจึงกลับไปทำงานต่อจนจบช่วงปิดเทอมค่ะ
หลังจากนั้น ต้าบอกว่าอะไรที่ได้เงินก็แทบทำหมด ทั้งเป็นเด็กเสิร์ฟร้านพิซซ่า ปูโต๊ะจีน ยกโต๊ะจีน แจกใบปลิว ไปเป็นคนตบมือในรายการโทรทัศน์ รวมถึงอีกหนึ่งงานที่ฟังแล้วหลายคนถึงกับอึ้ง คือ “รับจ้างเดินห้าง” งานนี้จะเกิดขึ้นในช่วงที่มีห้างเปิดใหม่และต้องการให้บรรยากาศดูมีคนเดินเยอะ ๆ ต้าจึงรับจ้างถือถุงเดินวนอยู่ในห้างตั้งแต่ประมาณ 10 โมงเช้าจนถึง 2 ทุ่ม ได้ค่าจ้างวันละประมาณ 200 บาทค่ะ ถึงชีวิตจะต้องดิ้นรนหาเงิน แต่ต้ายังมีความฝันอย่างหนึ่งอยู่ตลอด นั่นคืออยากเป็น “ผู้กำกับภาพยนตร์”







ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย เขาจะนั่งรถไปคลองหลอดเพื่อหาซื้อแผ่น VCD หนังราคาถูก แล้วนำกลับมาดูซ้ำเรื่องละหลายรอบ รอบแรกดูเพื่อความสนุก รอบต่อมาดูบท ดูการแสดง ดูมุมกล้อง และค่อย ๆ จดรายละเอียดต่าง ๆ เอาไว้ด้วยตัวเอง จนวันหนึ่งมีโอกาสเข้าไปช่วยเพื่อนทำหนังสั้น และต่อยอดไปถึงการส่งผลงานเข้าประกวด ก่อนคว้ารางวัลอันดับ 1 ถึง 2 ปีติดต่อกันค่ะ
จากเด็กที่นั่งศึกษาเรื่องหนังด้วยตัวเอง ความฝันก็เริ่มเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีโอกาสเข้าไปฝึกงานและทำงานในสายภาพยนตร์ ได้เข้าไปอยู่ในทีมเบื้องหลัง รวมถึงทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ และเก็บประสบการณ์จากคนในวงการจำนวนมาก
และอีกหนึ่งคนที่ต้าพูดถึง ก็คือ “พี่มุก” อดีตหัวหน้าที่เคยให้โอกาสต้าเข้าไปทำงานเป็นหนึ่งในทีมงานของซิตคอมชื่อดังอย่าง “เนื้อคู่ประตูถัดไป” และ “เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร” ซึ่งต้ายอมรับตรง ๆ ว่า พี่มุกถือเป็นหนึ่งในผู้มีพระคุณในเส้นทางการทำงานของตัวเอง เพราะเป็นคนที่เปิดโอกาสให้เด็กคนหนึ่งได้เข้าไปเรียนรู้การทำงานจริงในกองถ่าย และได้เก็บวิชาจากทีมงานเก่ง ๆ หลายคนค่ะ
และเหมือนเป็นจังหวะพอดีมาก เพราะในวันที่ต้ามาออกรายการ “แฉ” พี่มุกก็มาร่วมรายการในวันเดียวกัน ทำให้ทั้งคู่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง หลังไม่ได้เจอกันแบบนี้มานานหลายปี ต้าจึงยกมือไหว้และพูดขอบคุณพี่มุก พร้อมบอกว่า ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับในวันนั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวเองสามารถนำมาต่อยอดจนสร้าง FEDFE ขึ้นมาได้ค่ะ
แต่ช่วงหนึ่งเจ้าตัวถึงขั้นตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อไปทำอีกหนึ่งความฝันที่ฟังดูเหลือเชื่อ นั่นคือ ดูฟุตบอลโลกให้ครบทุกแมตช์ แต่สุดท้ายเงินเก็บที่มีอยู่ก็หมดก่อนดูจบรายการ จึงต้องกลับออกมาหางานอีกครั้ง ก่อนชีวิตจะค่อย ๆ พาต้าเข้าสู่วงการโฆษณา และนั่นเองที่ทำให้ได้รู้จักกับแพลตฟอร์มใหม่ในยุคนั้นที่ชื่อว่า “YouTube” ค่ะ ผู้ใหญ่คนหนึ่งเคยบอกกับต้าว่า คาแรคเตอร์ของเขาเหมาะกับ YouTube เพราะเป็นคนนอกกรอบ และในเวลานั้น YouTube ยังเป็นพื้นที่ที่คนธรรมดา ซึ่งไม่ใช่ดาราก็สามารถสร้างคอนเทนต์ของตัวเองขึ้นมาได้





ต้าจึงนำไอเดียนี้กลับไปคุยกับกลุ่มเพื่อน ก่อนจะเกิดเป็น “FEDFE” ขึ้นมาค่ะ คลิปแรก ๆ ใช้เงินลงทุนเพียงไม่กี่ร้อยบาท เน้นไอเดียและความบ้าบิ่นของกลุ่มเพื่อน เช่น การทดลองกินพริก หรือทดลองวิธีแก้เผ็ด ก่อนคลิปจะกลายเป็นไวรัลและมียอดชมหลักล้านในยุคที่ YouTube ไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หลังจากนั้น FEDFE ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหนึ่งในช่องที่มีอิทธิพลกับวัยรุ่นชายในยุคนั้น และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บุกเบิกที่ทำให้หลายคนเห็นว่า “YouTuber” สามารถกลายเป็นอาชีพได้จริงค่ะ
ต้ายังเล่าว่า สิ่งที่ตัวเองภูมิใจที่สุดไม่ใช่ชื่อเสียงหรือความดัง แต่เป็นการที่ยูทูบเบอร์รุ่นหลังหลายคนเดินเข้ามาบอกว่า FEDFE คือแรงบันดาลใจที่ทำให้พวกเขากล้าเริ่มทำ YouTube จนเจ้าตัวมองว่า ตัวเองและเพื่อนเหมือนคนกลุ่มแรกที่ช่วยกัน “ถางทาง” เอาไว้ ก่อนที่คนรุ่นหลังจะเข้ามาเดินต่อและเติบโตขึ้น ในวันที่แพลตฟอร์มแข็งแรงกว่าเดิมค่ะ
แต่ชีวิตที่เหมือนรถไฟเหาะของต้าก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนั้น เมื่อมาถึงช่วงหลัง เจ้าตัวต้องเผชิญปัญหาหลายอย่างเข้ามาพร้อมกัน ทั้งการแยกทางกับเพื่อนร่วมงาน การเลิกรากับคนรัก ปัญหาคดีความ กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนงานในวงการลดลง ขณะที่คุณพ่อก็ป่วยหนักและกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ภาระค่าดูแลคุณพ่อเกิดขึ้นแทบทุกวัน ทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าดูแล และค่ารักษาต่าง ๆ ทำให้ในช่วงหนึ่งต้าต้องแบกทั้งแรงกดดันเรื่องเงิน เรื่องงาน และครอบครัวพร้อมกัน จนเจ้าตัวยอมรับว่า สภาพจิตใจตกลงไปถึงจุดที่ย่ำแย่มากค่ะ
และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนใกล้ตัวแนะนำให้ลองเข้าวัดและปฏิบัติธรรม

ต้ายอมรับว่า ก่อนหน้านี้แทบไม่ได้สนใจเรื่องศาสนาเลย และถูกชวนอยู่หลายปีแต่ไม่เคยไป จนกระทั่งวันที่ปัญหาหลายด้านถาโถมเข้ามาพร้อมกัน จึงตัดสินใจขึ้นรถทัวร์ไปปฏิบัติธรรมที่ขอนแก่น โดยเจ้าบอกว่า ตอนแรกไม่ได้ไปด้วยความเชื่อด้วยซ้ำ เพียงแต่ทุกข์จนไม่รู้ว่าจะหาทางออกให้ตัวเองอย่างไร แต่หลังได้อยู่กับตัวเองและเรียนรู้เรื่องธรรมะ กลับรู้สึกว่าช่วยให้มองหลายเรื่องเปลี่ยนไป สามารถปล่อยวางบางอย่าง และค่อย ๆ จัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้มากขึ้นค่ะ
และหนึ่งในสิ่งที่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญของต้าจนถึงวันนี้ ก็คือ “การดูแลพ่อแม่” เพราะหากย้อนกลับไปยังวันที่ครอบครัวต้องเดินออกจากบ้าน พ่อเคยขอต้าเอาไว้เพียงข้อเดียวว่า ขอให้เติบโตไปเป็นคนดี จากเด็กที่เคยมีบ้าน มีรถ มีคนขับรถ ก่อนทุกอย่างจะหายไปแทบในชั่วข้ามคืน กลายเป็นเด็กที่ต้องแบกปูน เสิร์ฟพิซซ่า เดินแจกใบปลิว และรับจ้างเดินห้างวันละ 200 บาท จนค่อย ๆ สร้างชื่อขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการ YouTube ไทย และสุดท้ายกลับมาเผชิญมรสุมอีกครั้งในวัยผู้ใหญ่

เรียกได้ว่า ชีวิตของ “ต้า เฟ็ดเฟ่” มีทั้งวันที่ขึ้นไปอยู่สูงสุด และวันที่เหมือนตกลงมาแทบไม่เหลืออะไรจริง ๆ ค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวยังยืนยัน ก็คือไม่ว่าจะผ่านเรื่องอะไรมามากแค่ไหน วันนี้ก็พยายามอยู่กับปัจจุบัน ดูแลครอบครัว และค่อย ๆ เดินหน้าชีวิตต่อไป โดยเฉพาะหลังจากกระแสช่วงล่าสุดที่ทำให้เจ้าตัวกลับมาได้รับกำลังใจจากแฟนคลับจำนวนมากอีกครั้งค่ะ
#ต้าเฟ็ดเฟ่ #FEDFE #เฟ็ดเฟ่ #เปิดชีวิตต้าเฟ็ดเฟ่ #ต้าFEDFE #แฉ #มดดำคชาภา #ชีวิตเหมือนรถไฟเหาะ #ยูทูบเบอร์ #YouTuberไทย #ชีวิตคนดัง #แรงบันดาลใจ #ข่าวบันเทิง #ข่าวดราม่า #ข่าวโซเชียล #ล้อมวงเล่า



