หลังการจากไปของ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ครอบครัวพร้อม “ว่านไฉ อาสาพาไปหลง” เปิดใจผ่านรายการโหนกระแส ไล่เรียงตั้งแต่ชีวิตวัยเด็ก ความฝัน ไทม์ไลน์ก่อนขาดการติดต่อ ไปจนถึงภารกิจประสานตามหาข้ามประเทศ ก่อนพบว่าตำรวจจอร์เจียพบร่างตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม ภายในโรงแรมที่กรุงทบิลิซี แต่ครอบครัวเพิ่งได้รับแจ้งในอีกกว่าสองสัปดาห์ต่อมา ขณะที่แพทย์นิติเวชย้ำว่า มาตรา 115 เป็นเพียงกรอบสอบสวนเบื้องต้น ยังไม่ใช่ข้อสรุปถึงสาเหตุการเสียชีวิต ด้าน “พี่หนุ่ม กรรชัย” รับปากช่วยดูแลค่าใช้จ่ายนำร่างกลับประเทศไทยทั้งหมด






ยังคงเป็นข่าวเศร้าที่สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัว แฟนคลับ และผู้ติดตามอย่างมากค่ะ สำหรับการจากไปของ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง หลังเดินทางไปถ่ายทำคอนเทนต์ที่ประเทศจอร์เจียเพียงลำพัง ก่อนขาดการติดต่อกับครอบครัวนานกว่าครึ่งเดือน และถูกพบเสียชีวิตภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงทบิลิซี ต่อมาสำนักข่าว InterpressNews อินเทอร์เพรสส์นิวส์ ของประเทศจอร์เจียรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนภายใต้มาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของจอร์เจีย ซึ่งทางสำนักข่าว InterpressNews ก็ยังระบุอีกด้วยว่า เกี่ยวข้องกับการยุยงให้ฆตต

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ค่ะ “มอส” พี่ชาย “โก๊ะ” พี่สาวของฮลุน พร้อมด้วย “ว่านไฉ” จากเพจอาสาพาไปหลง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ช่วยประสานงานตามหา ได้มาเปิดใจผ่านรายการโหนกระแส ซึ่งดำเนินรายการโดย “พี่หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” และ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ มาร่วมให้ข้อมูลและวิเคราะห์ข้อสงสัยต่าง ๆ ค่ะ
โดยทางครอบครัวเผยว่า ชื่อเล่นจริง ๆ ของฮลุนคือ “หลุน” ขณะที่เพื่อนบางคนเรียกว่า “ฮารุณ” หรือ “อดุลย์” เจ้าตัวเป็นเด็กต่างจังหวัดจากจังหวัดกาฬสินธุ์ เติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะไม่มากนัก โดยพ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ส่วนแม่เสียชีวิตจากอาการป่วยตั้งแต่ฮลุนยังเป็นเด็ก ทำให้เขากับพี่สาวได้รับการเลี้ยงดูจากคุณย่ามาโดยตลอด ถึงแม้ต้นทุนชีวิตจะไม่มาก แต่ฮลุนเป็นคนมีความฝันชัดเจนว่า อยากออกเดินทางไปรอบโลก และนำเรื่องราวของผู้คน รวมถึงวัฒนธรรมในประเทศต่าง ๆ กลับมาถ่ายทอดให้คนไทยได้เห็น เขาเคยเก็บเงินเพียง 300 บาทไปสมัครสอบชิงทุน จนได้เข้าเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังทำงานรับจ้างแจกใบปลิวเพื่อเก็บเงินไปทำตามความฝันของตัวเอง
ครอบครัวยืนยันว่า ฮลุนเป็นคนแข็งแรง สามารถเล่นกีฬาและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีอาการหอบหืด และไม่เคยมีประวัติแพ้อะไร ก่อนเดินทางเจ้าตัวได้บอกครอบครัวว่า จะไปถ่ายคอนเทนต์ที่จอร์เจียแบบยาว ๆ และจะรีบกลับมาดูช่างทำบ้านในช่วงสิ้นเดือน พร้อมแจ้งไว้ล่วงหน้าว่า บางพื้นที่อาจไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต

โดยฮลุนเดินทางออกจากสนามบินขอนแก่นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม และคาดว่าเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังจอร์เจียในวันที่ 11 กรกฎาคม โดยไปเพียงลำพัง และตั้งใจว่าจะไปหาไกด์ท้องถิ่นเมื่อเดินทางถึงปลายทาง ซึ่งตามปกติ หากอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณ ฮลุนจะติดต่อหรือโทรศัพท์หาคุณย่าเกือบทุกวันค่ะ
และการติดต่อครั้งสุดท้ายคือวันที่ 13 กรกฎาคม เวลา 16.40 น. ตามเวลาประเทศไทย เมื่อมอสส่งข้อความไปหา และฮลุนตอบกลับมาว่า “ยุ่งๆ ถ้าว่างเดี๋ยวโทรเด้อ” หลังจากข้อความดังกล่าว ครอบครัวก็ไม่สามารถติดต่อเจ้าตัวได้อีกเลย
ในช่วงแรกทุกคนพยายามคิดในแง่ดีว่า ฮลุนอาจเดินทางเข้าไปในพื้นที่ไม่มีสัญญาณ เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวเคยขาดการติดต่อประมาณ 1–4 วัน แต่จะกลับมาติดต่อครอบครัวตามปกติ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานเกินหนึ่งสัปดาห์ ทุกคนก็เริ่มรู้สึกผิดสังเกตและเป็นกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ครอบครัวพยายามส่งอีเมลแจ้งคนหายไปยังฝ่ายกงสุล เนื่องจากประเทศไทยไม่มีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ในจอร์เจียโดยตรง และพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี นอกจากนี้ยังพยายามโทรศัพท์ไปยังคอลเซ็นเตอร์ในจอร์เจีย แต่ติดปัญหาเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษ

กระทั่งวันที่ 28 กรกฎาคม ครอบครัวตัดสินใจเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจในอำเภอ และมอสได้โพสต์ประกาศตามหาน้องชายผ่านเฟซบุ๊ก หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ ทางกงสุลได้ติดต่อมาให้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ เพื่อส่งข้อมูลรายละเอียดของฮลุน แต่หลังจากนั้นครอบครัวยังไม่ทราบความคืบหน้าที่ชัดเจนค่ะ
ขณะที่ทางด้านว่านไฉเล่าว่า หลังเห็นโพสต์ตามหาฮลุนก็รู้สึกอยากช่วยเหลือ เพราะตนเองเป็นคนทำคอนเทนต์สายท่องเที่ยวเหมือนกัน และมีเครือข่ายไกด์ท้องถิ่นอยู่ในประเทศจอร์เจีย จึงติดต่อไปหามอสและขอข้อมูลหนังสือเดินทาง เพื่อนำไปตรวจสอบเส้นทางเข้า–ออกประเทศ จากการตรวจสอบพบว่า ฮลุนเดินทางเข้าประเทศจอร์เจียตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม และยังไม่มีข้อมูลว่าเดินทางออกจากประเทศ ว่านไฉจึงนำข้อมูลดังกล่าวโพสต์ลงเพจ เพื่อช่วยตีกรอบพื้นที่ค้นหาให้เหลืออยู่เฉพาะภายในจอร์เจีย ไม่ต้องกระจายกำลังไปตามหาในประเทศอาร์เมเนียตามที่เคยมีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้
จากนั้นว่านไฉได้รับคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวต่างประเทศว่า ควรรีบประสานตำรวจสากล เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับประกาศบุคคลสูญหาย และขอให้ตรวจสอบข้อมูลที่อาจเชื่อมโยงกับตำแหน่งโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดีย เนื่องจากครอบครัวหลักอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ว่านไฉจึงอาสาพามารดาของมอส ซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าของฮลุนและอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ไปดำเนินการแจ้งข้อมูลกับตำรวจสากลด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ทุกฝ่ายช่วยกันค้นหา มีทั้งข้อความแจ้งเบาะแส ข่าวลือ และข่าวปลอมจำนวนมากส่งเข้ามาหาครอบครัว จนเกิดความสับสน ว่านไฉจึงพยายามคัดกรองข้อมูล และไปเห็นคอมเมนต์หนึ่งจาก “คุณแยม” ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างน่าเชื่อถือ จึงให้มอสติดต่อกลับไปสอบถาม จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ทราบชื่อสถานีตำรวจในจอร์เจีย ก่อนกลุ่มคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งคุณอั้ม คุณทอม คุณแยม และคุณเบนซ์ จะเดินทางไปตรวจสอบที่สถานีตำรวจ ขณะเดียวกันว่านไฉก็ส่งไกด์ท้องถิ่นของตัวเองเข้าไปตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วยค่ะ
กระทั่งได้รับการยืนยันจากตำรวจจอร์เจียว่า พบร่างของฮลุนจริง โดยชื่อและนามสกุลตรงกับข้อมูลในหนังสือเดินทาง สิ่งที่ทำให้ครอบครัวตกใจและคาใจอย่างมาก คือเจ้าหน้าที่แจ้งว่า พบร่างตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม หรือเพียงหนึ่งวันหลังจากครอบครัวติดต่อกับเจ้าตัวได้เป็นครั้งสุดท้าย แม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวระบุว่า พบร่างวันที่ 19 กรกฎาคม แต่ว่านไฉยืนยันว่า เอกสารที่ได้รับระบุวันที่พบร่างไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นวันที่ 14 กรกฎาคม ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงทบิลิซี ข้อมูลเบื้องต้นจากตำรวจระบุว่า สภาพร่างไม่มีบาดแผลภายนอก และไม่พบร่องรอยที่บ่งชี้ว่าถูกทำร้าย ลักษณะคล้ายคนนอนหลับไปตามปกติ ก่อนที่ร่างจะถูกส่งไปเก็บรักษาไว้ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลวาน ซัมคาร์อูลี เพื่อรอการชันสูตรและตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด




ด้านตำรวจแจ้งว่า การขอรับร่างและทรัพย์สินของฮลุน จำเป็นต้องให้คนในครอบครัวจัดทำหนังสือมอบอำนาจผ่านช่องทางที่กำหนด ขณะที่ว่านไฉเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายกับมอสในช่วงค่ำ ส่วนคุณย่ายังไม่สามารถทำใจยอมรับได้ และยังไม่เชื่อว่าผู้เสียชีวิตคือหลานชายของตัวเอง ครอบครัวคาใจ เหตุใดไม่มีการแจ้งนานกว่าสองสัปดาห์ หนึ่งในคำถามใหญ่ที่ครอบครัวยังคงติดใจ คือ หากเจ้าหน้าที่พบร่างพร้อมหนังสือเดินทางตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม และสามารถระบุตัวตนได้ เหตุใดจึงไม่มีการประสานสถานทูตหรือหน่วยงานของประเทศไทย จนปล่อยให้ครอบครัวประกาศตามหาและรอคอยข่าวนานถึงวันที่ 28–29 กรกฎาคม
ด้านรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระศักดิ์วิเคราะห์ว่า อาจเกิดขึ้นได้จากสองกรณี กรณีแรกคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวตนแต่ยังไม่ได้ประสานไปยังสถานทูต ส่วนอีกกรณีคือ อาจมีการประสานงานแล้ว แต่เกิดความล่าช้าในขั้นตอนของระบบราชการหรือการส่งต่อข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอการตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้งค่ะ
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ คือคลิปก่อนหน้านี้ที่ฮลุนเคยกล่าวว่า ลืม “อุปกรณ์ทางการแพทย์” เอาไว้ จนมีบางคนตั้งข้อสงสัยว่า เจ้าตัวอาจมีโรคประจำตัวหรือเป็นโรคหอบหืดหรือไม่ ครอบครัวจึงออกมายืนยันว่า อุปกรณ์ดังกล่าวคืออุปกรณ์จัดฟันใส รวมถึงยาพาราเซตามอลและยาแก้ท้องเสียชนิดผงถ่าน ซึ่งฮลุนมักเตรียมติดตัวไว้ เพราะชอบเดินทางไปทดลองรับประทานอาหารท้องถิ่น ไม่ใช่ยาพ่นหรือยารักษาโรคหอบหืดแต่อย่างใด
โดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า หากฮลุนมีประวัติโรคหอบหืดและเกิดอาการกำเริบรุนแรงจริง ในที่เกิดเหตุก็มักจะพบยาพ่นหรืออุปกรณ์ช่วยเหลืออยู่ใกล้ตัว จึงยังไม่ควรนำข้อมูลเรื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปเชื่อมโยงกับสาเหตุการเสียชีวิตโดยไม่มีหลักฐาน
ส่วนกระแสข่าวที่ตั้งข้อสงสัยว่า ฮลุนอาจได้รับก๊าซกำมะถันจากแหล่งน้ำพุร้อนในจอร์เจีย คุณหมอมองว่าเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะหากจะทำให้เกิดการเสียชีวิตเฉียบพลัน ผู้เสียชีวิตมักต้องอยู่ในพื้นที่ปิดซึ่งมีก๊าซสะสมในปริมาณสูง ไม่ใช่สูดดมในพื้นที่หนึ่งแล้วกลับมาเสียชีวิตภายหลังที่โรงแรม ขณะที่กรณีก๊าซจากฮีตเตอร์ภายในห้องพักรั่ว ว่านไฉให้ข้อมูลว่า ช่วงเวลาที่ฮลุนเดินทางไปยังกรุงทบิลิซีเป็นฤดูร้อน อากาศค่อนข้างอบอุ่น จึงยังไม่เห็นเหตุผลชัดเจนว่าจะต้องเปิดฮีตเตอร์แบบใช้ก๊าซ อย่างไรก็ตาม ทุกสมมติฐานยังต้องรอผลตรวจจากแพทย์และเจ้าหน้าที่จอร์เจีย ไม่สามารถสรุปจากการคาดเดาเพียงอย่างเดียวได้ค่ะ
สำหรับประเด็นมาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายอาญาจอร์เจีย ซึ่งถูกนำไปตีความอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ คุณหมออธิบายว่า การเปิดสอบสวนตามมาตราดังกล่าวเป็นเพียงกรอบการทำงานเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ เมื่อพบผู้เสียชีวิตโดยไม่มีบาดแผลภายนอก เพื่อใช้กำหนดแนวทางรวบรวมพยานหลักฐาน
การตั้งกรอบสอบสวนตามมาตรานี้จึงยังไม่ได้หมายความว่า เจ้าหน้าที่สรุปแล้วว่าฮลุนจบชีวิตตัวเอง และยังไม่ได้หมายความว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง ทุกอย่างต้องพิจารณาร่วมกับผลชันสูตร ภาพจากกล้องวงจรปิด ข้อมูลในโทรศัพท์ สิ่งของในห้องพัก และพยานหลักฐานอื่น ๆ อย่างละเอียดค่ะ




ส่วนการชันสูตรเพิ่มเติมหลังนำร่างกลับประเทศไทย อาจดำเนินการในรูปแบบของการประสานข้อมูลทางนิติเวชกับฝ่ายจอร์เจียว่า มีการตรวจอะไรไปแล้วบ้าง และหากครอบครัวหรือแพทย์ไทยยังมีข้อสงสัย ก็สามารถร้องขอให้ตรวจหาสารหรือปัจจัยเพิ่มเติมในประเด็นที่จำเป็นได้
ว่านไฉยังได้ชี้แจงถึงดราม่าที่เกิดขึ้น หลังตนเป็นผู้โพสต์แจ้งข่าวการพบร่างของฮลุน โดยยอมรับว่าเสียใจที่การสื่อสารทำให้บางฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจ แต่ยืนยันว่า หลังจากโทรศัพท์แจ้งข่าวกับมอสแล้ว ทั้งสองได้พูดคุยกันว่า ขณะนั้นยังมีคนจำนวนมากกำลังลงพื้นที่ค้นหา ขณะที่ข่าวปลอมก็แพร่กระจายออกไปอย่างต่อเนื่อง จึงขออนุญาตครอบครัวโพสต์ประกาศสั้น ๆ เพื่อ “ยุติการค้นหา” ให้ทุกทีมทราบตรงกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหาต่อโดยไม่รู้ว่าตำรวจพบร่างแล้ว ส่วนรายละเอียดทั้งหมดขอให้ครอบครัวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจงด้วยตัวเอง
ด้านมอสยืนยันว่า ครอบครัวเป็นผู้อนุญาตให้ว่านไฉโพสต์จริง และไม่ได้ติดใจเรื่องดังกล่าว พร้อมมองว่า ทุกคนที่เข้ามาช่วยเหลือล้วนมีเจตนาดีค่ะ ส่วนสาเหตุที่เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างกลุ่มอาสาบางฝ่าย เป็นเพราะแต่ละทีมไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และต่างคนต่างทำงานช่วยเหลืออยู่คนละช่องทาง จึงเกิดการทำงานทับซ้อนหรือ “ทับไลน์” กันโดยไม่รู้ตัว
โดยพี่หนุ่ม กรรชัยจึงสรุปว่า เรื่องนี้ไม่มีใครผิด ทุกคนเสียสละทั้งเวลา แรงกาย และกำลังทรัพย์ เพื่อช่วยตามหาคนไทยคนหนึ่งให้กับครอบครัว เพียงแต่เกิดปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างทีมเท่านั้น จึงไม่ควรนำเรื่องนี้ไปโจมตีหรือกล่าวโทษผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือกันต่อค่ะ


โดยมอสก็ได้เป็นตัวแทนครอบครัวกล่าวขอบคุณคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงกลุ่มคนไทยในจอร์เจีย ทั้งคุณอั้ม คุณทอม คุณแยม คุณเบนซ์ ว่านไฉ ตลอดจนเจ้าหน้าที่และทุกคนที่เข้ามาช่วยประสานงานอย่างเต็มที่ แม้ท้ายที่สุดสิ่งที่ครอบครัวได้รับจะไม่ใช่ข่าวดีอย่างที่หวัง แต่ทุกความช่วยเหลือก็ทำให้ครอบครัวได้ทราบความจริง และสามารถเดินหน้าดำเนินการนำร่างฮลุนกลับบ้านได้ค่ะ
ขณะเดียวกันทางด้าน “คุณอดิศร” รองเลขาธิการสำนักงาน คปภ. ได้โฟนอินเข้ามาพูดคุยในรายการ โดยให้ข้อมูลว่า ฮลุนมีประกันอุบัติเหตุการเดินทาง ทุนประกันจำนวน 5 ล้านบาท ซึ่งจะให้ความคุ้มครองหากสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากอุบัติเหตุ รวมถึงกรณีก๊าซรั่วหรือการถูกบุคคลอื่นทำร้าย แต่หากผลตรวจระบุว่าเสียชีวิตจากโรคประจำตัวหรือภาวะเจ็บป่วยที่ไม่อยู่ในความคุ้มครอง ก็อาจไม่สามารถเรียกร้องสินไหมตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ ดังนั้น เอกสารชันสูตรและรายงานสาเหตุการเสียชีวิตจากจอร์เจียจึงถือเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาค่าสินไหมค่ะ
อีกหนึ่งช่วงที่สร้างความซาบซึ้งให้กับครอบครัวและผู้ชม คือเรื่องค่าใช้จ่ายในการนำร่างฮลุนกลับประเทศไทย ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง พี่หนุ่ม กรรชัยได้บอกกับครอบครัวว่า ไม่จำเป็นต้องไปกู้ยืมเงินหรือเปิดรับบริจาคจากประชาชน โดยทางรายการโหนกระแสและผู้สนับสนุนจะช่วยกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการนำร่างฮลุนกลับประเทศไทยทั้งหมด เพื่อให้ครอบครัวสามารถพาร่างฮลุนกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดได้อย่างสมเกียรติ
เรียกได้ว่า แม้การค้นหาครั้งนี้จะจบลงด้วยข่าวที่ไม่มีใครอยากได้ยิน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เห็นถึงพลังของคนไทยทั้งในประเทศและต่างแดน ที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อพาฮลุนกลับบ้านค่ะ หลังจากนี้ ครอบครัวยังคงต้องรอผลชันสูตรอย่างเป็นทางการจากจอร์เจีย รวมถึงคำชี้แจงว่า เหตุใดจึงไม่มีการประสานแจ้งครอบครัวหรือหน่วยงานไทย หลังพบร่างและทราบตัวตนของฮลุนตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม ส่วนทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตยังไม่ควรถูกฟันธง จนกว่าจะมีผลตรวจและพยานหลักฐานที่ชัดเจนออกมาค่ะ

โดยทางล้อมวงเล่าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ “ฮลุน โซโล่” รวมถึงคุณย่าที่เลี้ยงดูเจ้าตัวมาตั้งแต่เด็ก และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันตามหาอย่างเต็มกำลัง ขอให้กระบวนการนำร่างกลับประเทศไทยดำเนินไปอย่างราบรื่น ขอให้ครอบครัวได้รับคำตอบในทุกข้อสงสัย และขอให้ฮลุนเดินทางครั้งสุดท้ายกลับบ้านอย่างสงบค่ะ
#ฮลุนโซโล่ #HlunSolo #อาลัยฮลุนโซโล่ #โหนกระแส #หนุ่มกรรชัย #ว่านไฉ #อาสาพาไปหลง #มอสพี่ชายฮลุน #ครอบครัวฮลุน #จอร์เจีย #กรุงทบิลิซี #ตำรวจจอร์เจีย #มาตรา115 #ชันสูตรพลิกศพ #นิติเวชศาสตร์ #นำร่างกลับไทย #ประกันการเดินทาง #คปภ #คนไทยในจอร์เจีย #สถานทูตไทยอังการา #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวสังคม #ข่าวเศร้า #ล้อมวงเล่า


