หลังเกิดกระแสพนักงานร้องเรียนเงินเดือนล่าช้า บางรายได้รับเพียงหลักร้อย ล่าสุด “โต วีรชน” และ “ตาล นภศูล” ผู้บริหารแบรนด์เนื้อแท้ ออกมาเล่าต้นตอวิกฤตแบบตรงไปตรงมา ยอมรับการเร่งขยายสาขาเพื่อเป้าหมายทางธุรกิจ ทำให้ต้นทุนแฝงและปัญหาหลังบ้านสะสมจนเงินหมุนไม่ทัน พร้อมเผยได้รับเงินทุนก้อนใหม่แล้ว เคลียร์เงินเดือนพนักงานหน้าร้านครบทุกคน และเตรียมลดขนาดองค์กรกลับไปโฟกัสร้านเพียง 6–7 สาขา



ขณะที่ล่าสุด บังโต วีรชน ศรัทธายิ่ง กับ บังตาล นภศูล รามบุตร ก็ได้ออกมาอัดคลิปชี้แจงถึงต้นตอของปัญหา แนวทางแก้ไข และอนาคตของแบรนด์อย่างละเอียด โดยยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่สะสมมาจากการตัดสินใจทางธุรกิจตั้งแต่ช่วงโควิด-19
ในเวลานั้น เนื้อแท้มีพนักงานอยู่ในความดูแลประมาณ 500–600 คน แม้หน้าร้านจะต้องปิดตามมาตรการของรัฐ แต่ผู้บริหารเลือกประคองพนักงานเอาไว้ ไม่ปลดคนออก และตัดสินใจขายหุ้นบางส่วนเพื่อระดมเงินสดประมาณ 60 ล้านบาท นำมาจ่ายเงินเดือนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม เงินทุนก้อนดังกล่าวมาพร้อมเงื่อนไขทางธุรกิจที่ทำให้บริษัทต้องเร่งสร้างยอดและขยายสาขา เพื่อวางเป้าหมายเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสวนทางกับแนวคิดเดิมของบังโต ที่ต้องการทำร้านเพียง 5–6 สาขา และเน้นควบคุมคุณภาพเป็นหลัก เมื่อบริษัทต้องเร่งเปิดสาขาใหม่ ทั้งที่โครงสร้างองค์กรและระบบหลังบ้านยังไม่แข็งแรงพอ ปัญหาต้นทุนแฝงจึงตามมาเป็นลูกโซ่ เงินกำไรที่ควรเหลือกลับถูกนำไปใช้พยุงสาขาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก จนสุดท้ายเกิดภาวะเงินหมุนไม่ทัน
แม้ช่วงหนึ่งจะมีการดึงผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยดูแล แต่ปัญหาที่สะสมมานานก็แก้ไม่ทัน โดยบังโตเปิดเผยว่า ผู้บริหารระดับบนไม่ได้รับเงินเดือนมานานกว่า 7 เดือนแล้ว ก่อนที่ผลกระทบจะลามมาถึงพนักงานหน้าร้านในช่วง 3 เดือนล่าสุด จนเกิดการจ่ายเงินเดือนล่าช้า ซึ่งเจ้าตัวยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นความล่าช้าแบบ “น่าเกลียด”

สำหรับประเด็นเงินประกันสังคมที่ถูกตั้งคำถาม บังโตชี้แจงว่า ในช่วงที่มีเงินสดจำกัด บริษัทเลือกนำเงินไปจ่ายค่าจ้างให้พนักงานก่อน จึงทำให้การนำส่งประกันสังคมล่าช้า แต่ยืนยันว่าบริษัทยังบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบเวลาผ่อนผันไม่เกิน 60 วัน ทำให้พนักงานยังคงได้รับสิทธิตามปกติ
ส่วนบางช่วงในต้นปีที่มีการนำส่งล่าช้าเกินกำหนด บริษัทได้เปิดให้พนักงานนำค่าใช้จ่ายมาเบิกตรงกับบริษัท และยืนยันว่ารับผิดชอบให้พนักงานทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ คือ กลุ่มเกษตรกรวัวแดง ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงและจัดส่งเนื้อวัวให้กับร้าน เมื่อบริษัทขาดสภาพคล่อง จึงไม่สามารถรับซื้อวัวได้ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้
บทเรียนครั้งนี้ยังทำให้บังโตตัดสินใจปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ โดยจะลดความสำคัญของการเติบโตแบบนักธุรกิจ และกลับมาใช้แนวคิด “เจ้าของร้าน” ที่ลงรายละเอียดและควบคุมคุณภาพด้วยตัวเองมากขึ้น ทั้งนี้ร้านเนื้อแท้มีแผนลดขนาดองค์กร และอาจถอยกลับมาโฟกัสร้านอาหารเพียงประมาณ 6–7 สาขา เพื่อควบคุมทั้งคุณภาพสินค้า การบริการ และต้นทุนให้รัดกุมกว่าเดิม แทนการเร่งขยายจนเกินกำลังของระบบ
เรียกได้ว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงของแบรนด์เนื้อแท้ค่ะ จากความตั้งใจที่จะรักษาพนักงานและเร่งพาธุรกิจเติบโต กลับกลายเป็นการขยายตัวเร็วกว่าที่โครงสร้างจะรองรับไหว จนปัญหาสะสมและกระทบไปถึงคนทำงานหน้าร้าน
และแม้ล่าสุดบริษัทจะยืนยันว่า ได้เคลียร์เงินเดือนที่ค้างให้พนักงานครบหมดแล้ว พร้อมทั้งยังได้รับเงินทุนก้อนใหม่เข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่อง แต่สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือแผนลดจำนวนสาขาและการรื้อระบบหลังบ้านครั้งใหญ่ จะช่วยให้ “เนื้อแท้” กลับมายืนได้อย่างมั่นคงจริงหรือไม่ หลังจากนี้คงต้องรอดูกันต่อค่ะว่า ทางร้านจะวางแผนรับมือและแก้ปัญหาอย่างไร ทั้งเรื่องต้นทุน การบริหาร และสภาพคล่อง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้กลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีกค่ะ
#เนื้อแท้ #บังโต #โตวีรชน #ตาลนภศูล #ร้านเนื้อแท้ #เงินเดือนพนักงาน #สภาพคล่อง #วิกฤตธุรกิจ #ขยายสาขา #ต้นทุนแฝง #ประกันสังคม #เกษตรกรวัวแดง #ธุรกิจร้านอาหาร #ข่าวธุรกิจ #ข่าวสังคม #ล้อมวงเล่า






