Tuesday, 28 July 2026 Login Register
ล้อมวงเล่า ข่าว Exclusive

ย้อนเส้นทาง ‘กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์’ จากพิธีกรแถวหน้า สู่เจ้าของเจลาโต้สุดไวรัล

ชื่อของ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังร้านเจลาโต้ PARAMETER เจอกระแสวิจารณ์ทั้งเรื่องราคา ปริมาณ และวิธีสื่อสารกับลูกค้า แต่ก่อนจะกลายเป็นเจ้าของร้านเจลาโต้ที่กำลังร้อนแรง เขาเคยเป็นพิธีกรและดีเจระดับตัวท็อป เป็นคู่หูคนดังของ “มดดำ คชาภา” รวมถึงเคยมีความรักที่ถูกจับตากับนักร้องสาวรุ่นพี่ “มาช่า วัฒนพานิช” ก่อนหายหน้าไปจากวงการ และกลับมาอีกครั้งกับเส้นทางธุรกิจที่ทุ่มเวลาเรียนรู้นานถึง 5 ปี

กำลังถูกเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ค่ะ สำหรับกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ที่ถูกพูดถึงไปทั่วโซเชียลอีกครั้ง หลังเจ้าตัวกลับมาปรากฏตัวในฐานะเจ้าของร้านเจลาโต้ PARAMETER ก่อนเจอกระแสวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งเรื่องราคา ประเด็นที่ไม่ให้ลูกค้าถ่ายรูปหรือถ่ายคลิประหว่างรับประทานเจลาโต้

แม้ก่อนหน้ากฤษณ์จะออกมาชี้แจงว่า เจลาโต้ของทางร้านใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง มีกระบวนการผลิตที่ละเอียด และเจ้าตัวใช้เวลาศึกษาศาสตร์การทำเจลาโต้จากอิตาลี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นมาหลายปี แต่ดราม่ากลับยิ่งเดือดขึ้น เมื่อเจ้าตัวออกมาโพสต์ถึงมายด์เซ็ตของคนไทย พร้อมตอบกลับความคิดเห็นของชาวเน็ตแบบตรงไปตรงมา จนหลายประโยคถูกแคปไปแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก กระแสจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามว่าไอศกรีมแพงหรือไม่ แต่ลุกลามไปถึงวิธีสื่อสารกับผู้บริโภคและการรับมือกับเสียงวิจารณ์ด้วย

แต่ก่อนที่จะมาเป็นเจ้าของร้านเจลาโต้ที่กำลังถูกจับตา หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า กฤษณ์เคยเป็นหนึ่งในดีเจและพิธีกรระดับแถวหน้าของวงการบันเทิง ปัจจุบันกฤษณ์อายุ 47 ปี โดยกฤษณ์เริ่มทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี จากการถ่ายแบบในนิตยสาร ก่อนมีผลงานละครและภาพยนตร์ตามมา

ต่อมาในปี 2545 กฤษณ์เริ่มต้นเส้นทางดีเจอย่างจริงจัง พร้อมรับหน้าที่พิธีกรรายการเพลงหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ไฟว์ไลฟ์ และ ทีนเซ็นเตอร์ รวมถึงเคยแสดงในภาพยนตร์เรื่อง บุปผาราตรี แต่ผลงานที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือการจัดรายการ แฉแต่เช้า ร่วมกับเพื่อนสนิทอย่าง “มดดำ คชาภา” ทางคลื่น EFM ซึ่งเคมีการพูดคุยและการเล่าข่าวของทั้งคู่ กลายเป็นภาพจำของคนฟังในยุคนั้น

นอกจากนี้ กฤษณ์ยังเคยเป็นพิธีกรให้กับช่องเวิร์คพอยท์อีกหลายรายการ ทั้ง คนอวดผี และ แฟนพันธุ์แท้ ในช่วงแรก ๆ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพิธีกรชายที่มีงานแน่น และมีชื่อเสียงไม่แพ้ดารานักแสดงระดับแถวหน้าของวงการเลยทีเดียว

ส่วนชีวิตรักของกฤษณ์ก็เคยกลายเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการบันเทิงค่ะ โดยเฉพาะช่วงที่เจ้าตัวคบหาดูใจกับ “มาช่า วัฒนพานิช” ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นอีกหนึ่งคู่รักคนดังที่แฟน ๆ เชียร์กันหนักมาก และหลายคนยังลุ้นอยากเห็นทั้งคู่ลงเอยถึงขั้นแต่งงานกัน
กระทั่งช่วงปี 2553 มาช่าออกมายอมรับว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จบลงแล้วจริง พร้อมพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องเงินและกระแสข่าวบุคคลที่สาม โดยระบุว่า กฤษณ์เคยยืมเงินหลายล้านบาท รวมถึงยืมโฉนดที่ดินมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาทไปใช้ทำธุรกิจ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในหน้าข่าวบันเทิงทันที

ต่อมากฤษณ์เปิดแถลงข่าว ยอมรับว่าเคยยืมเงินจริง แต่ยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาโกง ส่วนข่าวเรื่องผู้หญิงก็ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง พร้อมชี้ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เลิกรากัน มาจากทั้งคู่ไม่มีเวลาให้กัน เพราะต่างคนต่างทำงานหนัก จากนั้นมาช่าและกฤษณ์ได้ออกมาแถลงข่าวร่วมกันอีกครั้ง โดยยืนยันว่า แม้จะยุติความสัมพันธ์ในฐานะคนรัก แต่ยังคงมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้มีการโกงหรือนอกใจตามที่หลายคนเข้าใจ และมาช่ายังนำโฉนดที่ดินตัวจริงมาแสดง เพื่อยืนยันว่าทรัพย์สินไม่ได้สูญหายไปตามกระแสข่าว

ขณะเดียวกัน เพลง “ผู้ชายห่วย ๆ” ของมาช่า ซึ่งกำลังโด่งดังในช่วงนั้น ก็ถูกหลายคนนำไปโยงกับความรักครั้งนี้อย่างหนัก แม้มาช่าจะไม่เคยออกมายืนยันว่าเพลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกฤษณ์โดยตรงก็ตาม และเมื่อชื่อของ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งจากดราม่าธุรกิจเจลาโต้ เรื่องราวความรักกับมาช่าเมื่อหลายปีก่อน จึงถูกชาวเน็ตย้อนกลับมาพูดถึงอีกระลอกค่ะ

หลังจากอยู่หน้ากล้องมายาวนาน บทบาทพิธีกรของกฤษณ์เริ่มลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของวงการ และมีพิธีกรรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น เจ้าตัวจึงค่อย ๆ เฟดตัวจากงานเบื้องหน้า หันไปทำงานด้านการบริหารและธุรกิจส่วนตัว ก่อนจะหายหน้าไปจากวงการบันเทิงอย่างเงียบ ๆ ถึงขั้นลบภาพออกจากอินสตาแกรม จนหลายคนสงสัยว่าอดีตพิธีกรชื่อดังหายไปทำอะไรอยู่ที่ไหน

กระทั่งกฤษณ์กลับมาเปิดใจผ่านรายการ แฉ อีกครั้งว่า ช่วงหนึ่งเขาทำงานหนักมาก มีรายการโทรทัศน์แทบทุกวัน แต่เมื่อทำงานหน้ากล้องมานานก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัว จนมาถึงช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่งานด้านบันเทิงต้องหยุดลง และบริษัทโปรดักชันของตัวเองก็ต้องยุติการดำเนินงาน เหตุการณ์นั้นจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้เขาตัดสินใจเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ในชีวิต

จากเดิมที่เริ่มต้นเรียนทำขนม กฤษณ์ได้รู้จักกับศาสตร์การทำเจลาโต้ และเกิดความสนใจอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจเดินทางไปศึกษาถึงประเทศอิตาลี โดยช่วงแรกเรียนการทำเจลาโต้แบบโมเดิร์นประมาณ 1 ปี แต่เมื่อได้รู้จักเจลาโต้แบบคลาสสิก เขากลับรู้สึกชื่นชอบมากกว่า จึงเปลี่ยนสายไปเรียนรูปแบบดังกล่าวต่ออีก 4 ปี รวมเวลาที่เจ้าตัวระบุว่าใช้ศึกษาและฝึกฝนประมาณ 5 ปี ก่อนกลับมาเปิดร้าน PARAMETER ที่ประเทศไทย

การกลับมาครั้งนี้ทำให้หลายคนฮือฮาตั้งแต่รูปลักษณ์ของกฤษณ์ ที่แทบไม่เปลี่ยนไปจากในอดีต จนถูกแซวว่าหน้าเหมือนถูกหยุดเวลาเอาไว้ ขณะที่บางมุมยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับพระเอกชื่อดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” แต่สิ่งที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ยิ่งกว่าหน้าตา ก็คือราคาและแนวคิดในการนำเสนอเจลาโต้ของทางร้าน

กฤษณ์ยืนยันมาตลอดว่า ราคาที่สูงกว่าร้านทั่วไปมาจากคุณภาพวัตถุดิบ ต้นทุน และเนื้อสัมผัสแบบ Ultra Smooth ที่เจ้าตัวใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา พร้อมมองว่าของที่มีความพิเศษและทำได้ยากย่อมมีราคาสูงตามคุณภาพ แต่เมื่อคำอธิบายดังกล่าวมาพร้อมถ้อยคำตอบโต้ชาวเน็ตแบบไม่แผ่ว จากเรื่องเจลาโต้จึงกลายเป็นดราม่าใหญ่ที่ทำให้ทั้งชื่อของร้านและประวัติของเจ้าของถูกขุดกลับมาพูดถึงอีกครั้ง

เรียกได้ว่า จากอดีตเด็กหนุ่มที่เข้าวงการตั้งแต่อายุ 14 ปี ผ่านทั้งงานแสดง งานดีเจ งานพิธีกรระดับตัวท็อป รวมถึงชีวิตรักที่เคยอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ วันนี้กฤษณ์กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในบทบาทเจ้าของธุรกิจที่เชื่อมั่นในสินค้าของตัวเองอย่างเต็มที่
แต่สุดท้ายแล้ว เจลาโต้ที่เจ้าตัวทุ่มเทเวลาเรียนรู้นานถึง 5 ปี จะสามารถพิสูจน์ตัวเองด้วยรสชาติและคุณภาพได้หรือไม่ หรือกระแสวิจารณ์เรื่องราคาและวิธีสื่อสารจะกลบความตั้งใจทั้งหมดเอาไว้ เรื่องนี้คงต้องให้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสินแล้วค่ะ

#กฤษณ์ศรีภูมิเศรษฐ์ #PARAMETER #เจลาโต้ #ดราม่าเจลาโต้ #มาช่าวัฒนพานิช #มดดำคชาภา #แฉแต่เช้า #คนอวดผี #แฟนพันธุ์แท้ #ข่าวบันเทิง #ดราม่าโซเชียล #ล้อมวงเล่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2025 LWL Group. All Rights Reserved.