Tuesday, 28 July 2026 Login Register
ล้อมวงเล่า ข่าว Exclusive

สรุปดราม่า ‘ปอนด์ จักรกฤษณ์-นัยนา’ ปะทะเดือดกลางโหนกระแส ‘พี่หนุ่ม กรรชัย’ ทิ้งบอมลูกใหญ่

สรุปครบจากรายการโหนกระแส “ปอนด์ จักรกฤษณ์” เผชิญหน้าคู่กรณี เปิดคำชี้แจงตั้งแต่เงินบริจาค 1 ล้านบาทที่ถูกนำไปวางมัดจำที่ดินราคา 8.8 ล้านบาท แต่สุดท้ายไม่ได้คืน การใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินหลังตั้งสมาคม การถอนเงินสดครั้งละ 30,000 บาทถึง 1,433 ครั้ง รถกู้ภัย 34 คัน ไปจนถึงเส้นทางเงิน 4 บัญชีที่มียอดเข้าออกหลายสิบล้านบาท พร้อมยอมรับเคยหนีราชการทหาร 2 ปี ขณะที่ “พี่หนุ่ม กรรชัย” ย้ำ เงินทุกบาทคือเงินจากประชาชน จึงต้องมีหลักฐานชัดเจนและตรวจสอบได้

เรียกได้ว่าส่อแววไม่จบง่ายๆค่ะ อีกทั้งยังมีประเด็นใหม่โผล่มาอีกเพียบ สำหรับกรณีของ “ปอนด์ จักรกฤษณ์” หลังถูกหลายเพจออกมาตั้งคำถามถึงเส้นทางเงินบริจาคของสมาคมสายธารสะพานบุญ รวมถึงปมที่ดินมูลค่า8ล้านบาท และการใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินบริจาค
โดยก่อนหน้านี้ ปอนด์ออกมายืนยันว่า พร้อมชี้แจงทุกประเด็นต่อหน้าคู่กรณี

กระทั่งล่าสุดวันนี้ ในรายการโหนกระแสดำเนินรายการโดยพี่หนุ่มกรรชัย กำเนิดพลอย โดยปอนด์ จักรกฤษณ์ก็ได้มาเปิดใจชี้แจงถึงประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามอย่างหนัก และเผชิญหน้ากับทั้งคุณนัยนา คู่กรณีเรื่องที่ดิน รวมถึง “ซองดูฮี” ที่เคยมีปัญหากันจากเรื่องขบวนส่งร่างพระมรณภาพ

และแน่นอนว่า เรื่องที่เป็นข้อสงสัยบนโลกออนไลน์ ก็กลายเป็นคำถามใหญ่ที่ปอนด์ต้องตอบต่อหน้าสังคม เรื่องที่ดินมูลค่า 8ล้านบาท ซึ่งปอนด์บอกว่า ตกลงซื้อเพื่อใช้ทำกิจกรรมของสมาคม พร้อมนำเงินบริจาคจำนวน 1 ล้านบาท ไปวางเป็นค่ามัดจำ แต่จุดที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามคือ ในสัญญาจะซื้อจะขาย ผู้ซื้อกลับเป็นชื่อ แม่ของปอนด์ ไม่ใช่ชื่อสมาคม

ปอนด์ชี้แจงว่า นายหน้าเป็นผู้แนะนำให้ใช้ชื่อบุคคล เพราะหากใช้ชื่อสมาคมอาจมีขั้นตอนเรื่องการโอนและภาษีที่ยุ่งยาก ขณะที่เจ้าของที่ดินยืนยันว่า ไม่เคยแนะนำให้ใส่ชื่อบุคคลตามที่ปอนด์กล่าวอ้าง ต่อมาเมื่อปอนด์ไม่สามารถชำระเงินตามกำหนด และขอยกเลิกการซื้อขาย เจ้าของที่ดินจึงยึดเงินมัดจำจำนวน 1 ล้านบาทไว้เป็นค่าเสียประโยชน์ ซึ่งปอนด์ยอมรับว่า หลังเงินก้อนดังกล่าวถูกยึดไป ตนไม่ได้ยื่นฟ้องเพื่อติดตามเงินกลับคืนมา เพราะมองว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่ต้องการให้เรื่องยืดเยื้อ

ขณะที่พี่หนุ่ม กรรชัย ก็ทักท้วงทันทีว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เงินส่วนตัว แต่เป็น เงินบริจาคของประชาชน การปล่อยให้เงิน 1 ล้านบาทสูญไปโดยไม่มีการติดตามกลับคืน อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากมีผู้บริจาคไปแจ้งความว่า เงินถูกนำไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์
เรียกได้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้จบเพียงแค่ข้อพิพาทซื้อขายที่ดินแล้วค่ะ แต่กลายเป็นคำถามว่า ใครมีอำนาจนำเงินบริจาคไปวางมัดจำ และเมื่อเงินสูญไป ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

อีกหนึ่งประเด็นที่ทำเอาหลายคนตกใจ คือแม้ปอนด์จะเป็นผู้ก่อตั้ง ออกหน้าไลฟ์สด และเปิดรับเงินบริจาคมาโดยตลอด แต่กลับไม่มีชื่อเป็นกรรมการ หรือมีตำแหน่งใดในสมาคมอย่างเป็นทางการ และเมื่อถูกถามถึงเหตุผล ปอนด์ยอมรับกลางรายการว่า ช่วงเวลาดังกล่าวตนเคย หนีราชการทหารเป็นเวลา 2 ปี และมีคดีติดตัวอยู่ จึงไม่สามารถเปิดเผยตัว ใช้บัตรประชาชน หรือทำธุรกรรมทางกฎหมายได้ตามปกติ ทำให้ไม่สามารถใส่ชื่อตัวเองไว้ในสมาคมได้ ซึ่งปัจจุบันได้กลับไปรับโทษและจัดการเรื่องคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว

แต่นัยนาก็ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เมื่อฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบ กลับมีการทำเอกสารย้อนหลังแต่งตั้งปอนด์เป็น ประชาสัมพันธ์ของสมาคม เพื่อนำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ โดยนัยนามองว่า เอกสารดังกล่าวอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น ประเด็นนี้จึงยังต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า เอกสารถูกจัดทำขึ้นเมื่อใด และมีความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ค่ะ

ต่อมาทางรายการได้นำหลักฐานมาเปิดว่า ปอนด์เคยใช้บัญชีธนาคารในชื่อส่วนตัวของ นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง เปิดรับเงินบริจาคสำหรับโครงการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนาทั่วประเทศ โดยปอนด์ชี้แจงว่า บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีเก่าที่ใช้ก่อนจะจดทะเบียนตั้งสมาคม
แต่คู่กรณีนำข้อมูลมาแย้งว่า สมาคมจดทะเบียนแล้วในเดือน กรกฎาคม 2563 ขณะที่หลักฐานบนหน้าเพจยังพบการเปิดรับบริจาคเข้าบัญชีส่วนตัวในเดือน พฤศจิกายน 2563 และมีข้อมูลต่อเนื่องไปถึงปี 2564 และในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงโควิด มีความจำเป็นต้องซื้อของเร่งด่วน และการเบิกเงินจากบัญชีสมาคมทำได้ล่าช้า โดยเฉพาะเมื่อปฏิบัติงานอยู่ต่างจังหวัด จึงต้องใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินแทน
ปอนด์ยืนยันว่า บัญชีส่วนตัวดังกล่าวถูกปิดไปแล้ว และได้จัดทำเอกสารบัญชีส่งตรวจสอบภายในเรียบร้อยทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม พี่หนุ่ม กรรชัย จึงได้ทักท้วงว่า การนำบัญชีส่วนตัวมาใช้รับเงินบริจาค ย่อมทำให้ประชาชนแยกไม่ออกว่า เงินส่วนใดคือเงินบริจาค และส่วนใดคือเงินส่วนตัว ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ นำสเตตเมนต์ บัญชีรายรับ–รายจ่าย ใบเสร็จ และหลักฐานการโอนทั้งหมดมาเปิดชี้แจงต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงบอกว่า มีการตรวจสอบกันเองภายในแล้ว

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้รายการเดือดขึ้นทันที คือข้อมูลการถอนเงินสดออกจากบัญชีสมาคมครั้งละ 30,000 บาท จำนวน 1,433 ครั้ง
โดยผู้ที่ทำหน้าที่ถอนเงินคือภรรยาของปอนด์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นเหรัญญิก และปอนด์ก็ยอมรับว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเรื่องจริง
ปอนด์อธิบายว่า ข้อบังคับของสมาคมกำหนดให้เบิกเงินได้ครั้งละไม่เกิน 30,000 บาท และต้องมีลายเซ็นร่วมกัน 2 ใน 3 คน ได้แก่ นายกสมาคม ภรรยาของปอนด์ และเลขานุการสมาคม

ส่วนสาเหตุที่ต้องถอนเงินสดออกมา เป็นเพราะบัญชีสมาคมไม่มีแอปพลิเคชันธนาคาร จึงต้องนำเงินสดไปฝากเข้าบัญชีส่วนตัวของภรรยา เพื่อใช้แอปฯ โอนจ่ายเป็นค่าน้ำมัน ค่าโลงศพ และค่าใช้จ่ายให้ลูกข่ายในแต่ละวัน ขณะที่ทางด้านพี่หนุ่มก็บอกว่า การนำเงินสดจากบัญชีสมาคมไปหมุนผ่านบัญชีส่วนตัวในลักษณะนี้ถือว่าสุ่มเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นมากถึง 1,433 ครั้ง เพราะหากไม่มีใบเสร็จหรือหลักฐานยืนยันว่า เงินแต่ละก้อนถูกส่งไปให้ใคร ใช้ทำอะไร และตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ สังคมก็ย่อมมีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัยได้

นอกจากเรื่องเงินแล้ว ยังมีการตั้งคำถามถึงรถกู้ภัยจำนวน 34 คัน ทั้งรถตู้ รถกระบะ และรถสิบล้อ ว่าเหตุใดจึงไม่ได้จดทะเบียนในชื่อของสมาคม ซึ่งปอนด์ก็ได้ชี้แจงว่า รถทั้งหมดเป็นรถมือสองที่ตนขอผ่อนต่อจากเจ้าของเดิม และยังติดไฟแนนซ์ จึงไม่สามารถโอนเปลี่ยนเป็นชื่อสมาคมได้ จนกว่าจะชำระครบทั้งหมด ส่วนกรณี รถบ้าน หรือ RV ปอนด์บอกว่า ซื้อด้วยเงินส่วนตัว และตั้งใจนำมาทำเป็นรถบัญชาการเคลื่อนที่ สำหรับใช้ในช่วงเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาระบบสื่อสารล่ม ก่อนยืนยันว่า ในอนาคตตั้งใจจะยกให้กับทางสมาคม

อีกประเด็นที่ถูกขุดมาถามกลางรายการ คือภาพที่ปอนด์ถ่ายคู่กับลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จนเกิดข่าวลือว่า เจ้าตัวเคยถูกรางวัลและได้เงินก้อนใหญ่ โดยปอนด์ชี้แจงว่า ลอตเตอรี่ดังกล่าวไม่ใช่ของตน แต่เป็นของประชาชนที่ถูกรางวัลแล้วนำมาไหว้แก้บนองค์ท้าวเวสสุวรรณ ตนเพียงขอถ่ายภาพร่วมด้วย และไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นผู้ถูกรางวัล ส่วนประเด็นข่าวที่ว่าไปกว้านซื้อพูลวิลล่า ปอนด์ปฏิเสธว่าไม่ได้ซื้อ เพียงไปติดต่อขอ เช่าพูลวิลล่าในตัวเมืองระยอง เพื่อนำมาทำธุรกิจปล่อยเช่าต่อเท่านั้น

อีกกรณีหนึ่งคือเรื่องของ “ออมสิน” อดีตลูกน้องและคนขับรถตู้ของคุณนัยนา ซึ่งเคยโอนเงินทำบุญให้สมาคมจำนวน 100 บาท ก่อนเข้าแจ้งความปอนด์ในข้อหาฉ้อโกง เพราะมองว่าเงินบริจาคอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ฝั่งปอนด์นำใบบันทึกประจำวันมาแสดง โดยบอกว่า ออมสินถูกคุณนัยนาไหว้วานหรือยุยงให้มาแจ้งความ ต่อมาออมสินโฟนอินเข้ารายการและยืนยันว่า ตนเป็นผู้ตัดสินใจไปแจ้งความเอง ไม่ได้ถูกคุณนัยนาสั่ง ส่วนสาเหตุที่ยอมถอนเรื่องในภายหลัง เพราะกำลังจะลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นในตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาล จึงไม่ต้องการมีคดีติดตัว แต่จุดที่ทำให้เรื่องยิ่งพีค คือหลังจากออมสินถอนเรื่อง ปอนด์กลับนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปแจ้งความออมสินกลับในข้อหาแจ้งความเท็จทันที

อีกทั้งยังมีกรณีที่คุณนัยนารวบรวมรายชื่อชาวบ้านจำนวน 110 คน ไปยื่นต่อศูนย์ดำรงธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบและถอดถอนสมาคม
แต่ต่อมาปอนด์กลับมีทั้งรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้ร้องเรียน พร้อมโทรไปสอบถามทีละคน จึงเกิดคำถามว่า ข้อมูลซึ่งควรเป็นความลับของผู้ร้องเรียน หลุดออกมาถึงมือปอนด์ได้อย่างไร ขณะที่คุณนัยนาก็ได้ตั้งคำถามว่า การโทรไปหาผู้ร้องเรียนอาจทำให้บางคนรู้สึกถูกกดดัน ขณะที่ปอนด์ชี้แจงว่า ได้รับเอกสารดังกล่าวมาจากกระบวนการใน ศาลปกครอง ไม่ได้ไปนำข้อมูลลับออกมาจากหน่วยงานราชการ

อีกหนึ่งประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ข้อมูลไม่ตรงกัน คือสถานะของสมาคมสายธารสะพานบุญ ฝั่งนัยนายืนยันว่า ฝ่ายปกครองมีคำสั่งถอดชื่อสมาคมออกจากทะเบียน หรือสั่งปิดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2567 ขณะที่ปอนด์และนายกสมาคมชี้แจงว่า ขณะนี้ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้ว และเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงมองว่าสถานะปัจจุบันเป็นเพียงการ ระงับชั่วคราว ไม่ใช่ปิดถาวร อย่างไรก็ตาม ในระหว่างรอผลอุทธรณ์ บัญชีรับเงินบริจาคของสมาคมยังไม่ได้ถูกปิด และยังมีเงินโอนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมียอดเงินคงเหลือประมาณ 1.5ล้านบาท จุดนี้จึงเกิดคำถามตามมาว่า เมื่อสมาคมยังไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ เหตุใดบัญชีรับบริจาคจึงยังเปิดอยู่ และเงินที่ไหลเข้ามาในช่วงนี้จะถูกนำไปใช้ในส่วนใด

ปอนด์ยังเปิดเผยกลางรายการว่า หากการอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับสมาคมสายธารสะพานบุญไม่เป็นผล ตนได้เตรียมจัดตั้ง สมาคมใหม่ ไว้รองรับการทำงานต่อแล้ว ทันทีที่ได้ยินคำตอบ คุณนัยนาก็ถามสวนกลับว่า ในเมื่อมีสมาคมใหม่เตรียมไว้แล้ว เหตุใดจึงยังไม่ปิดบัญชีรับบริจาคของสมาคมเก่า และการอ้างว่ายังต้องนำเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่ารถ ทั้งที่สมาคมถูกระงับ ถือเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น

จากตัวเลขเงินบริจาคและยอดเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านบาท ทำให้ปอนด์ถูกคนบนโลกออนไลน์กล่าวหาถึงขั้นใช้คำว่า “ฟอกเงิน”
ปอนด์ตัดพ้อว่า หากตนมีเงินถึงหลักร้อยล้าน หรือทำตามที่ถูกกล่าวหาจริง ตนคงไม่ต้องไปกว้านซื้อรถตู้ รถกระบะ และรถสิบล้อมือสอง รวมถึงไม่ต้องนั่งผ่อนไฟแนนซ์เป็นรายเดือนแบบนี้

ขณะเดียวกัน พี่หนุ่ม กรรชัย ก็ได้นำตัวเลขจากสเตตเมนต์ 4 บัญชี ซึ่งปอนด์จะต้องนำไปชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาเปิดกลางรายการโดบอกว่า
บัญชีที่ 1 บัญชีสมาคม ธนาคารกรุงเทพ มีเงินเข้ารวม 84,355,113 บาท และเงินออก 81,891,350 บาท จุดที่ถูกตั้งคำถามคือ มีการถอนเงินครั้งละ 30,000 บาท จำนวน 1,433 ครั้ง คิดเป็นประมาณ 90% ของยอดเงินทั้งหมด และตลอด 4 ปี มีรายการโอนให้บุคคลอื่นโดยตรงเพียง 8 ครั้ง
บัญชีที่ 2 บัญชีส่วนตัว ธนาคารกสิกรไทย มียอดเงินเข้าและออกกว่า 84.3 ล้านบาท โดยรายการรับโอนสูงสุดอยู่ที่ 1,270,000 บาท ซึ่งโอนมาจากภรรยาของปอนด์
บัญชีที่ 3 บัญชีส่วนตัว ธนาคารออมสิน ซึ่งใช้งานในช่วงปี 2562 มียอดเงินเข้าและออกประมาณ 58–59 ล้านบาท และพบรายการรับโอนสูงสุดจำนวน 900,000 บาท จากภรรยาของปอนด์เช่นกัน ปอนด์อธิบายว่า บัญชีดังกล่าวเคยใช้รับเงินบริจาคในช่วงโควิด เพราะบัญชีสมาคมเบิกจ่ายได้ยาก
ส่วน บัญชีที่ 4 บัญชีส่วนตัว ธนาคารกรุงเทพ มียอดเงินเข้าและออกประมาณ 8.7 ล้านบาท โดยพบรายการรับโอนจำนวน 310,000 บาท ก่อนที่เงินจำนวนเดียวกันจะถูกโอนออกทั้งหมดภายในเวลาเพียง 1 นาที และแน่นอนว่า ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นใหญ่ที่ต้องมีคำอธิบายอย่างละเอียด โดยเฉพาะที่มาของเงิน ผู้รับปลายทาง และเอกสารที่ยืนยันว่าเงินทุกก้อนถูกนำไปใช้กับภารกิจช่วยเหลือจริงหรือไม่

           

#ปอนด์จักรกฤษณ์ #สายธารสะพานบุญ #สมาคมสายธารสะพานบุญ #โหนกระแส #หนุ่มกรรชัย #ทนายตุ๋ย #เงินบริจาคไปไหน #สเตตเมนต์ #ถอนเงิน30000 #ถอนเงิน1433ครั้ง #ที่ดิน8ล้าน #เงินมัดจำ1ล้าน #บัญชีส่วนตัว #รถกู้ภัย34คัน #ซองดูฮี #นัยนา #เส้นทางการเงิน #ตรวจสอบบัญชี #กู้ภัย #ข่าวสังคม #ล้อมวงเล่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2025 LWL Group. All Rights Reserved.