ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี สำหรับคดีที่ “ต้อม รชนีกร” ยื่นฟ้องโรงพยาบาลเลอลักษณ์ ผู้บริหาร และทีมแพทย์ เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากกรณีศัลยกรรมใบหน้าแล้วอ้างว่าได้รับความเสียหาย ล่าสุดศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายรวมประมาณ 7.7 ล้านบาท โดยโรงพยาบาลร่วมรับผิดชอบ ด้าน “ปิ่น เลอลักษณ์” ยอมรับตรง ๆ ว่าแพ้คดี พร้อมเผยช็อกกับผลคำตัดสิน ขณะที่ทีมทนายเตรียมใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ค่ะ

ตามกันต่อค่ะ สำหรับคดีข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี ระหว่างนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง “ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี” กับ “ปิ่น พิศพรรณ ศรีไชยยันต์” ผู้บริหารโรงพยาบาลเลอลักษณ์ รวมถึงแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง จากกรณีศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ซึ่งต้อมอ้างว่า หลังเข้ารับการผ่าตัดแล้วเกิดความเสียหาย ใบหน้าผิดรูป มีอาการชา และส่งผลกระทบทั้งต่อการใช้ชีวิตและงานในวงการบันเทิง นอกจากนี้ ต้อมยังมีการฟ้องในประเด็นที่มีการนำภาพและคลิปขณะผ่าตัดไปเผยแพร่ โดยอ้างว่าไม่ได้ให้ความยินยอม ก่อนยื่นฟ้องทั้งคดีแพ่งและอาญา พร้อมเรียกค่าเสียหายรวมสูงถึง 50 ล้านบาทค่ะ






โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลจังหวัดนนทบุรีได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว แต่ทนายความของต้อมได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัด เนื่องจากมีเอกสารและหลักฐานเพิ่มเติมที่จะยื่นต่อศาล เมื่อศาลพิจารณาแล้วจึงอนุญาตตามคำขอ และเลื่อนนัดฟังคำพิพากษามาเป็นวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. โดยปิ่น เลอลักษณ์ เคยให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจว่า ฝ่ายตนไม่ได้เป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมประกาศชัดว่า หากสุดท้ายศาลตัดสินให้แพ้คดี ก็ยินดีจ่ายเงินตามจำนวนที่ถูกเรียกร้องถึง 50 ล้านบาท ทำให้หลายคนจับตาผลคดีครั้งนี้ว่า บทสรุปจะออกมาในทิศทางไหน
กระทั่งล่าสุด ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายรวมประมาณ 7.7 ล้านบาท และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลร่วมรับผิดชอบด้วย แบ่งเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าผ่าตัดแก้ไขศัลยกรรมประมาณ 2.9 ล้านบาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำงานประมาณ 1.8 ล้านบาท และค่าเสียหายในอนาคตอีกประมาณ 3 ล้านบาทค่ะ
หลังฟังคำพิพากษา “ปิ่น เลอลักษณ์” พร้อมทีมทนายความ ได้แก่ ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล และทนายกฤตย์ สมุทรโคตา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยปิ่นกล่าวว่า “ศาลพิพากษาให้โรงพยาบาลชำระเงินให้ต้อมค่ะ สรุปแล้วก็คือ เอาตรงๆ ก็คือพี่ไม่ชนะคดีค่ะ คือแพ้คดีค่ะ” พร้อมบอกว่า สิ่งที่ทำให้เสียใจไม่ใช่เรื่องต้องชดใช้เงินประมาณ 7.7 ล้านบาท แต่เป็นเพราะไม่คิดว่าผลคำตัดสินจะออกมาในลักษณะนี้ เนื่องจากมองว่าทั้งโรงพยาบาลและแพทย์มีเจตนาดี และตั้งใจดูแลต้อมอย่างเต็มที่









ปิ่นยังเปิดเผยด้วยว่า ก่อนมาฟังคำพิพากษา ฝ่ายตนไม่ได้คิดว่าจะเป็นฝ่ายแพ้ และเคยหารือกันด้วยซ้ำว่า หากชนะคดี อาจพิจารณาฟ้องกลับ เนื่องจากโรงพยาบาลได้รับความเสียหายอย่างมาก และยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีเจตนาทำร้ายต้อม แต่มีเพียงความหวังดีและตั้งใจช่วยเหลือเท่านั้น
โดยทางด้านทีมทนายความก็ได้ชี้แจงว่า ศาลพิจารณาจากเอกสารและพยานหลักฐานทั้งหมดที่อยู่ในสำนวน ซึ่งมีเอกสารบางส่วนที่ฝ่ายโจทก์ยื่นเข้ามาในช่วงคำแถลงการณ์ปิดคดี และฝ่ายจำเลยยังไม่ได้มีโอกาสนำเอกสารชิ้นดังกล่าวมาถามในชั้นสืบพยาน



อย่างไรก็ตาม ทีมทนายย้ำว่า ยังไม่ต้องการก้าวล่วงดุลพินิจของศาล เนื่องจากยังไม่ได้คัดสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มมาศึกษาอย่างละเอียด พร้อมยืนยันว่า ทั้งปิ่นและทีมงานน้อมรับคำตัดสินของศาลชั้นต้น และจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์ต่อไป ส่วนสำหรับแนวทางการอุทธรณ์ ทีมทนายบอกว่า คงต้องกลับไปดูรายละเอียดการต่อสู้กันทางการแพทย์ของทั้งสองฝ่าย ทั้งคำเบิกความของแพทย์คนกลาง เอกสารทางวิชาการ และเหตุผลที่ศาลนำมาพิจารณา ก่อนกำหนดประเด็นอุทธรณ์อย่างชัดเจนอีกครั้งค่ะ
เรียกได้ว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาออกมาแล้ว แต่คดีนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดค่ะ เพราะฝั่ง “ปิ่น เลอลักษณ์” และทีมทนายยืนยันชัดเจนว่าจะใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ หลังมองว่ายังมีหลายประเด็นทั้งเรื่องพยาน เอกสาร และข้อมูลทางการแพทย์ที่ต้องนำกลับมาต่อสู้กันอีกครั้ง หลังจากนี้คงต้องจับตาว่า เมื่อฝ่ายจำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มแล้ว จะหยิบประเด็นใดขึ้นมาเป็นเหตุผลสำคัญในการอุทธรณ์ และคดีศัลยกรรมที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปีครั้งนี้ จะมีบทสรุปสุดท้ายออกมาในทิศทางไหน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปค่ะ
#ต้อมรชนีกร #ปิ่นเลอลักษณ์ #โรงพยาบาลเลอลักษณ์ #คดีศัลยกรรม #ศัลยกรรมใบหน้า #ศาลจังหวัดนนทบุรี #คำพิพากษา #ชดใช้ค่าเสียหาย #ฟ้อง50ล้าน #เตรียมอุทธรณ์ #ทนายแก้ว #ข่าวบันเทิง #ข่าวดารา #ข่าวคดี #ศัลยกรรมผิดพลาด #คดีแพ่ง #วงการบันเทิง #ล้อมวงเล่า






