Tuesday, 28 July 2026 Login Register
ล้อมวงเล่า ข่าว Exclusive

ปูนหล่นใส่รถ! เจ้าของรถโอดเรียกค่าเสียหาย ชาวเน็ตถล่มยับ ด้าน ‘ทนายเจมส์’ ชี้เจ้าของบ้านรับผิดชอบ?

กลายเป็นดราม่าร้อนบนโลกออนไลน์ หลังหญิงรายหนึ่งโพสต์ระบายว่ารถยนต์ของตนได้รับความเสียหายจากวัสดุบ้านฝั่งตรงข้ามตกลงมาใส่หลังคารถ ทั้งที่มีคลิปเป็นหลักฐาน แต่กลับไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องค่าเสียหายได้ ก่อนกระแสจะตีกลับ เมื่อชาวเน็ตจำนวนมากตั้งคำถามเรื่องการจอดรถหน้าบ้านคนอื่น แม้บ้านหลังนั้นจะไม่มีคนอยู่ประจำก็ตาม ดราม่ายิ่งบานปลาย หลังเจ้าของรถแคปโปรไฟล์ชายที่คอมเมนต์วิจารณ์ไปโพสต์แบบไม่เบลอข้อมูล จนอีกฝ่ายเข้าแจ้งความ ขณะที่เจ้าของรถเองก็เตรียมรวบรวมคอมเมนต์แรงส่งทนาย ด้านทนายเจมส์ออกมาอธิบายข้อกฎหมายว่า หากวัสดุจากสิ่งปลูกสร้างหล่นทำให้ทรัพย์สินเสียหาย โดยหลักเจ้าของสิ่งปลูกสร้างอาจต้องรับผิดชอบ แต่ประเด็นการคอมเมนต์และการแคปโพสต์ต้องดูข้อความและเจตนาเป็นรายกรณี

     กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ค่ะ หลังผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งออกมาโพสต์ระบายความอัดอั้น หลังรถยนต์ของตนได้รับความเสียหายจากวัสดุของบ้านฝั่งตรงข้ามที่ตกลงมาใส่หลังคารถ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเจ้าของรถบอกว่าตนจอดรถไว้บริเวณฝั่งตรงข้ามบ้านของตัวเอง ซึ่งเป็นบ้านที่ไม่มีคนอยู่อาศัยประจำ และนาน ๆ ครั้งเจ้าของบ้านจะเข้ามา แต่จู่ ๆ วัสดุจากบ้านหลังดังกล่าวเกิดเสื่อมสภาพและตกลงมาใส่รถของเธอ เจ้าตัวยืนยันว่า มีคลิปบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน แต่เมื่อต้องการให้มีการรับผิดชอบค่าเสียหาย กลับพบว่าแต่ละทางที่พยายามดำเนินการ ดูเหมือนจะไม่สามารถทำให้ได้คำตอบที่ชัดเจน
โดยเจ้าของรถ ระบุว่า “ถึงกฏหมายไทย สิ่งที่ตลกสิ่งหนึ่งก็คือ เราจอดรถไว้ฝั่งตรงข้ามบ้านตัวเอง (ไม่ได้จอดประจำ) ซึ่งไม่มีคนอยู่บ้านหลังนั้น นาน ๆ ทีเจ้าของเข้ามา แล้วอยู่ ๆ วัสดุบ้านหลังตรงข้ามดันเสื่อมและตกมาบนหลังคารถของเรา ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานคลิป ขนาดนี้แต่เอาผิดอะไรไม่ได้เลย
1 แจ้งนิติ นิติบอกเจ้าของบ้านปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ ให้ไปดำเนินคดีเอาเอง
2 แจ้งตร ตร.บอก รับเรื่องได้แค่ลงบันทึกประจำวัน แต่ไม่สามารถแจ้งความได้ เนื่องจากเป็นคดีแพ่ง
3 จ้างทนายฟ้อง ฟ้องได้ แต่ค่าจ้างทนาย มักจะมากกว่าค่าเสียหายรถ แล้วถ้าถึงศาลก็เรียกได้แค่ค่าเสียหายซ่อมรถจริง (สมมติค่าซ่อม 1 หมื่น ค่าทนาย 30,000 แล้วใครอยากฟ้อง)
ซึ่งไม่ว่าจะทางไหน เราก็เสียเปรียบหมดทุกทาง เราอยู่ในยุคที่กฎหมายทำอะไรไม่ได้ ตำรวจก็มีไว้ แต่ช่วยอะไรไม่ได้ และคนผิด เราก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้เช่นกัน แล้วแบบนี้ จะเป็นคนดีไปเพื่ออะไร ? จะเคารพกฎไปเพื่ออะไร”

หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป แทนที่กระแสจะไปในทิศทางเดียวกัน กลับกลายเป็นว่าชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นแตกเป็นหลายมุมค่ะ ฝั่งหนึ่งมองว่า หากวัสดุจากบ้านฝั่งตรงข้ามตกลงมาใส่รถจริง เจ้าของบ้านก็ควรมีส่วนรับผิดชอบ เพราะเกี่ยวข้องกับสภาพสิ่งปลูกสร้างที่ชำรุดและอาจสร้างความเสียหายหรืออันตรายให้ผู้อื่นได้

แต่ในอีกฝั่งหนึ่ง ชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยกลับโฟกัสไปที่ประเด็นการจอดรถ โดยมองว่า การนำรถไปจอดบริเวณหน้าบ้านคนอื่น แม้บ้านหลังนั้นจะไม่มีคนอยู่ประจำ ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมา

บางคอมเมนต์ตั้งคำถามว่า หากเป็นหน้าบ้านของตัวเองแล้วมีคนอื่นมาจอดขวาง หรือจอดในพื้นที่ที่เจ้าของบ้านต้องใช้เข้าออก จะรู้สึกอย่างไร ขณะที่บางส่วนมองว่า เจ้าของบ้านมีสิทธิ์ปฏิเสธความรับผิดชอบ หากมองว่ารถไม่ได้จอดอยู่ในพื้นที่ที่ควรจอดตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีชาวเน็ตบางส่วนอธิบายในมุมกฎหมายว่า หากความเสียหายเกิดจากสิ่งปลูกสร้างชำรุดหรือวัสดุตกหล่นจากบ้าน เจ้าของสิ่งปลูกสร้างอาจต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะไม่มีคนอยู่อาศัยประจำก็ตาม ซึ่งประเด็นนี้ยังต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละกรณี

แต่ดราม่าไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องรถเสียหายค่ะ เพราะเมื่อมีคอมเมนต์ที่ไม่เห็นด้วยเข้ามาเป็นจำนวนมาก ผู้โพสต์ได้แคปหน้าจอคอมเมนต์ของชายหนุ่มรายหนึ่งไปโพสต์ โดยมีการเปิดเผยหน้าและชื่อ-นามสกุลแบบชัดเจน ไม่มีการเบลอข้อมูล โดยชายคนดังกล่าวคอมเมนต์ว่า “ปกติหมู่บ้านจัดสรรทั่วไป เค้าไม่ให้จอดรถหน้าบ้านมั้ยนะครับ… สรุปเลย เคสนี้ขอสมน้ำหน้าครับ” จากนั้นเจ้าขอรถ ได้ระบุข้อความด้วยว่า “เติบโตมาแบบไหน รู้เลยค่ะ ทัศนคติแบบนี้ ดูมีปมด้อยนะคะ พวกชอบซ้ำเติมคนอื่น ไม่น่าคบ นะคะ”

การกระทำนี้ยิ่งทำให้กระแสตีกลับหนักกว่าเดิม เพราะชาวเน็ตจำนวนมากมองว่า การนำโปรไฟล์ของคนที่เข้ามาคอมเมนต์ไปโพสต์แบบไม่เบลอข้อมูล อาจเข้าข่ายการ “แขวนประจาน” และทำให้ดราม่าบานปลายจากเรื่องรถเสียหาย กลายเป็นประเด็นเรื่องการตอบโต้บนโลกออนไลน์แทน

หลังจากนั้น เจ้าขอรถรายนี้รายนี้ ก็ยังคงออกมาโพสต์โต้กลับคนที่มากดหัวเราะเยาะใส่ โดยระบุว่า “เรากำลังอยู่ในยุคที่ ไร้ซึ่งความเห็นใจ ไร้ความปราณี ไร้ความเมตตา ยุคที่คนรอซ้ำเติม ไร้คุณธรรม ไร้ศีลธรรม ยุคสมัยที่ เสื่อมสุดๆไปเลย เสื่อมจนแทบไม่อยากมีลมหายใจต่อไป”

ต่อมายังโพสต์อีกว่า “คนที่กดหัวเราะ ในเมนท์ที่นิ่มโพสเรื่องปูนหล่นใส่รถ ก็อย่าให้ถึงตาตัวเอง บ้างนะคร้า นิ่มไม่เชื่อหรอก ว่าในชีวิตหนึ่งของคนเราจะไม่เคยจอดรถหน้าบ้านที่ว่างไม่มีคนพักอยู่อาศัยน่ะ ลองนึกภาพตาม สมมุติจอดรถหน้าคอนโดหรือริมกำแพงคอนโดด้านนอก เพื่อไปซื้อของกินแปบเดียว แล้ววัสดุคอนโดหล่นมาทับรถคุณ คุณจะเรียกร้องจากคอนโดไหม หรือแสร้งเป็นคนดี แบบ ฉันผิดเองที่จอดรถข้างๆคอนโดนี้ อะไรแบบนี้อ่ะหรอ แล้วลองคิดดูสิ ว่า ถ้าเกิดมันหล่นใส่หัวคนล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น อ่อ ฉันผิดเอง ที่เดินผ่านหน้าบ้านหรือคอนโดนี้ งี้อ่อ สมองของคนเรา อยู่ที่กรอบความคิด เจอโลกมาน้อยก็คิดได้น้อย เจอโลกมาเยอะ ก็คิดกว้างหน่อย มองหลายๆมุม แล้วคุณเป็นคนสมองแบบไหนหรอ ..?”

ข้อความดังกล่าวยิ่งทำให้กระแสวิจารณ์ยังคงร้อนแรง เพราะหลายคนมองว่า เจ้าของโพสต์พยายามชี้ให้เห็นประเด็นความปลอดภัยจากวัสดุตกหล่น และมุมของผู้เสียหายที่ต้องการความรับผิดชอบ ขณะที่อีกฝั่งยังยืนยันว่า ต้นเรื่องก็ต้องไม่มองข้ามเรื่องมารยาทการจอดรถหน้าบ้านคนอื่นเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มที่เข้าไปคอมเมนต์เรื่องมารยาทการจอดรถหน้าบ้าน แล้วถูกสาวเจ้าของรถแคปโปรไฟล์แบบไม่เบลอชื่อไปโพสต์หน้าเฟซบุ๊ก ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวแล้ว โดยเขาโพสต์ภาพตัวเองอยู่ที่สถานีตำรวจ พร้อมระบุแคปชันว่า “Ep.1 มาแจ้งความที่ สน. งับ (ตอนนี้ยังไม่มีทนาย) Update เพิ่มเติม:
1 ได้ใบร้องทุกข์ละ(รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี)
2 ตำรวจบอกว่าเดี๋ยวจะนัดหมายสืบพยานทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนส่งสำนวนฟ้องศาล (ให้รอตำรวจติดต่อมา) ก็เลยถามเค้าว่าถ้าจะฟ้องศาล คือต้องรอใช่มั้ย คุณตำรวจบอกว่าใช่”

เรียกได้ว่าจากคอมเมนต์เดียว กลายเป็นเรื่องที่เดินเข้าสู่โรงพัก เพราะฝ่ายที่ถูกนำภาพและข้อมูลส่วนตัวไปโพสต์ มองว่าตนได้รับผลกระทบ และต้องการดำเนินการตามขั้นตอน

ขณะที่ทางด้านเจ้าของรถเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน โดยมีการโพสต์ภาพแชทที่กำลังปรึกษากับทนายความส่วนตัว พร้อมระบุข้อความว่า “โชคดีนะทุกคน ไม่เคยทำร้ายใครก่อน แต่ก็อย่ามาทำร้ายกัน” โดยในแชทดังกล่าวระบุว่า เจ้าของรถได้ทยอยส่งภาพโปรไฟล์และคอมเมนต์ของชาวเน็ตที่เข้ามาด่าทออย่างรุนแรงไปให้ทนายความ เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐาน และให้ทนายช่วยคัดกรองว่า คอมเมนต์ใดหรือคำใดอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้บ้าง

นอกจากนั้น เธอยังโพสต์เตือนชาวเน็ตที่เข้ามาคอมเมนต์โจมตีว่า “ก็ตามนั้น นะคะ ใครที่ปากดี ด่านิ่มไว้เสียๆหายๆ ก็ดีให้สุดๆเลยนะคะ เพราะนิ่มก็แคบแชทให้ทนายแล้วเหมือนกันค่ะ ทั้งในคอมเม้นท์ และ ที่ib นะคะ ไม่ว่าจะอวตาร ก็จะตามตัวค่ะ อย่าไหว้สวยนะคะ พวกเกรียนคีย์บอร์ด”

งานนี้ทำให้ดราม่าจาก “ปูนหล่นใส่รถ” กลายเป็นหลายประเด็นซ้อนกัน ทั้งเรื่องความรับผิดชอบของเจ้าของบ้าน มารยาทการจอดรถหน้าบ้านคนอื่น การใช้สิทธิทางกฎหมาย การคอมเมนต์ซ้ำเติมบนโซเชียล และการแคปโปรไฟล์คนอื่นไปโพสต์แบบไม่เบลอข้อมูล

ขณะเดียวกัน เพื่อนของเจ้าของรถก็มีการเข้ามาเตือนด้วยความเป็นห่วง โดยเตือนประมาณว่า ตอนนี้ควรหยุดและรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพราะยิ่งตอบโต้มากเท่าไหร่ ผลเสียก็อาจย้อนกลับมาหาตัวเองมากเท่านั้น พร้อมแนะนำว่า เงินและเวลาที่อาจต้องเสียไปกับการจ้างทนาย อาจไม่คุ้มเมื่อเทียบกับการนำไปซ่อมรถ และยังแสดงความเป็นห่วงต่อสภาพจิตใจของเจ้าของรถด้วย

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ ในรายการ “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” ซึ่งดำเนินรายการโดย “พี่หมวย อริสรา” และ “คุณเซน เมจกา” ได้มีการโทรศัพท์สัมภาษณ์ชายหนุ่มคู่กรณีที่ถูกเจ้าของรถแคปโปรไฟล์ไปโพสต์แบบไม่เบลอข้อมูล

โดยชายหนุ่มเล่าว่า ตอนแรกตนเห็นโพสต์ของเจ้าของรถที่เล่าเหตุการณ์ว่ามีวัสดุตกใส่รถ ซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านของคนอื่น จึงรู้สึกแปลกใจ เพราะโดยปกติแล้ว ในหมู่บ้านจัดสรร ทางนิติมักไม่อนุญาตให้จอดรถหน้าบ้านคนอื่นอยู่แล้ว ตนจึงมองว่า กรณีนี้อาจเรียกค่าเสียหายจากใครได้ยาก และได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าว

แต่หลังจากนั้นประมาณ 1 วัน มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งส่งข้อมูลมาให้ตนดูว่า เจ้าของรถได้นำหน้าเฟซบุ๊กของตน ซึ่งมีทั้งชื่อ-นามสกุล และข้อมูลส่วนตัว ไปโพสต์บนหน้าเฟซบุ๊กโดยไม่เบลอข้อมูล ทำให้ตนมองว่าเรื่องนี้เริ่มกระทบกับสิทธิส่วนบุคคล จึงเก็บรวบรวมหลักฐานและเดินทางไปแจ้งความไว้
ชายหนุ่มคู่กรณียังเปิดใจว่า สิ่งที่ตนต้องการจริง ๆ คืออยากให้เจ้าของรถออกมาขอโทษ เพื่อให้รับรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นไม่ถูกต้อง และอยากให้กรณีนี้เป็นตัวอย่างว่า การนำข้อมูลหรือโปรไฟล์ของผู้อื่นไปเผยแพร่บนโซเชียล โดยไม่ปิดบังข้อมูลส่วนตัว อาจสร้างความเสียหายให้กับอีกฝ่ายได้เช่นกัน

 

 

ขณะเดียวกัน ทางด้าน “ทนายเจมส์ นิติธร แก้วโต” ก็ได้ออกมาให้ความรู้ในมุมข้อกฎหมายเกี่ยวกับกรณีนี้ โดยอธิบายว่า หากมีสิ่งของ หรือวัสดุจากบ้าน หรือสิ่งปลูกสร้าง หล่นลงมาสร้างความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น โดยหลักแล้ว เจ้าของบ้านหรือเจ้าของสิ่งปลูกสร้างจะต้องรับผิดชอบ และชดใช้ค่าเสียหายให้กับเจ้าของทรัพย์สิน หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

แต่จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่เจ้าของบ้าน หรือเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง มีการติดป้ายแจ้งเตือนอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ดังกล่าวอาจมีสิ่งของตกหล่น หรือเป็นบริเวณก่อสร้างที่มีป้ายเตือนแล้ว หากบุคคลอื่นยังนำรถเข้าไปจอด หรือเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้น ก็อาจถือว่าเป็นการสมัครใจยอมรับความเสี่ยงเอง กรณีนี้เจ้าของบ้านหรือเจ้าของตึกอาจไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ส่วนประเด็นดราม่าบนโซเชียล ทนายเจมส์อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อมีการโพสต์เรื่องราวแบบสาธารณะ คนทั่วไปสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่หากการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นการด่าทอ ใช้ถ้อยคำไม่สุจริต หรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทได้
อีกประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ เจ้าของโพสต์สามารถแคปหน้าจอคอมเมนต์ของคนที่เข้ามาต่อว่า หรือพาดพิง แล้วนำไปโพสต์ชี้แจงได้หรือไม่ ทนายเจมส์ระบุว่า กรณีนี้สามารถทำได้ หากเป็นการใช้สิทธิเพื่อปกป้องตัวเอง ชี้แจงว่าข้อความของอีกฝ่ายไม่เป็นความจริงอย่างไร และตนได้รับความเสียหายจากคอมเมนต์นั้นอย่างไร

โดยกรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท และไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เสมอไป แต่ทั้งนี้ต้องดูรายละเอียดของข้อความเป็นหลักว่า คอมเมนต์นั้นเข้าข่ายดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตหรือไม่

เรียกได้ว่าเรื่องนี้กลายเป็นดราม่าที่ต่างฝ่ายต่างมีมุมข

#ปูนหล่นใส่รถ #รถเสียหาย #ดราม่าจอดรถ #จอดรถหน้าบ้านคนอื่น #หมู่บ้านจัดสรร #เพื่อนบ้าน #วัสดุตกใส่รถ #เจ้าของบ้าน #คดีแพ่ง #แจ้งความ #หมิ่นประมาท #แขวนประจาน #เกรียนคีย์บอร์ด #ทนายเจมส์ #นิติธรแก้วโต #เที่ยงวันทันเหตุการณ์ #หมวยอริสรา #เซนเมจกา #ทัวร์ลง #ดราม่าโซเชียล #ข่าวสังคม #ข่าวไวรัล #ล้อมวงเล่า
……………….

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2025 LWL Group. All Rights Reserved.