มหากาพย์ที่ดินวัดป่าอดุลยารามยังเดือดต่อค่ะ ล่าสุดมีทั้งพยานที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ “ตาเฮียง” มอบที่ดินออกมายืนยันว่า เจ้าตัวตั้งใจถวายด้วยความศรัทธา ขณะที่นักวิชาการในพื้นที่ออกโรงเตือน “ป้าดา” ให้หยุดก่อนเรื่องจะลุกลาม ด้านเจ้าอาวาสยืนยันโฉนด 21 ไร่ฉบับจริงยังอยู่กับวัด เตรียมยื่นคัดค้านการออกใบแทน ส่วนป้าดาก็ออกมาชี้แจงสายสัมพันธ์ตระกูล หลังถูกตั้งคำถามหนักว่าเป็นญาติกับตาเฮียงในฐานะใดกันแน่ค่ะ


กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตาอย่างหนักค่ะ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม และพระอาจารย์ศตวรรษ พระเลขา พร้อมด้วยทนายบอย โกวิทย์ แสงสากล ทนายของวัด ได้เดินทางมาเปิดใจผ่านรายการโหนกระแส ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กับทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ มาร่วมให้ข้อมูล ถึงข้อพิพาทที่ดินของวัดกับฝั่งญาติของ “ตาเฮียง” อดีตผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมค่ะ
โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2533 เมื่อตาเฮียงมีเจตนามอบที่ดินรวมประมาณ 26 ไร่ เพื่อใช้สร้างวัดป่าอดุลยาราม โดยเป็นโฉนด 21 ไร่ และที่ดิน ส.ค.1 อีกส่วนหนึ่ง ต่อมาตาเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 ก่อนที่วัดจะได้รับการประกาศตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2541 ทำให้ฝั่งญาติหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาโต้แย้งว่า การให้ที่ดินยังไม่สมบูรณ์และกรรมสิทธิ์ควรกลับมาเป็นของครอบครัวค่ะ
อย่างไรก็ตาม ฝั่งวัดยืนยันว่า ตาเฮียงมีเจตนายกที่ดินให้วัดอย่างชัดเจน และในอดีตภรรยาของตาเฮียงเคยยื่นฟ้องขอที่ดินคืน แต่คดีสิ้นสุดลงโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้วัดชนะ พร้อมวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า การอุทิศที่ดินสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่ในตอนนั้นไม่ได้มีการนำคำพิพากษาไปดำเนินการเปลี่ยนชื่อในโฉนด ทำให้จนถึงปัจจุบันชื่อบนหน้าโฉนดยังคงเป็นชื่อตาเฮียง และกลายเป็นจุดที่ฝั่งญาตินำมาใช้โต้แย้งอีกครั้งค่ะ


ขณะที่ “ป้าดา” ซึ่งออกมาเป็นตัวแทนฝั่งญาติ ยืนยันว่า เมื่อโฉนดยังเป็นชื่อตาเฮียง กรรมสิทธิ์ก็ควรตกทอดมาถึงครอบครัว พร้อมอ้างว่าเงื่อนไขการให้ที่ดินในอดีตกำหนดว่าจะโอนเมื่อสร้างเป็นวัดสมบูรณ์แล้ว แต่ตาเฮียงเสียชีวิตไปก่อน จึงมองว่าสัญญาไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงสถานะของวัดและการได้มาซึ่งสมณศักดิ์ของเจ้าอาวาส รวมถึงกล่าวหาว่ามีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อกล่าวอ้างจากฝั่งป้าดาที่ยังต้องพิสูจน์ตามกระบวนการค่ะ
อีกประเด็นที่ทำให้เรื่องเดือดหนักขึ้น คือป้าดายอมรับว่ารู้ว่าโฉนดฉบับจริงยังอยู่กับเจ้าอาวาส แต่ฝั่งญาติได้ไปยื่นขอออกโฉนดใบแทน และยังประกาศว่าจะจัดการกับกำแพงหรือสิ่งปลูกสร้างของวัด หากครบกำหนดแล้ววัดไม่ย้ายออก จนพี่หนุ่ม กรรชัยต้องเตือนว่า บริเวณกำแพงมีโกศอัฐิของชาวบ้านอยู่ และอาจเกิดปัญหาตามมาได้
ขณะที่ทางด้านฝั่งวัดและทนายบอยยืนยันว่า คดีที่มีการฟ้องร้องรอบใหม่ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ยังตัดสินให้วัดชนะ พร้อมเตรียมนำคำพิพากษาไปยื่นคัดค้านการออกโฉนดใบแทน ก่อนครบกำหนดประกาศในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ โดยทนายตุ๋ย ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้ขอใบแทนรู้อยู่แล้วว่าโฉนดตัวจริงยังอยู่กับวัด ก็อาจมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ส่วนสาเหตุที่ข้อพิพาทครั้งนี้ถูกจับตามากเป็นพิเศษ ก็เพราะที่ดินซึ่งในอดีตอาจไม่ได้มีมูลค่าสูงมาก ปัจจุบันกลายเป็นทำเลสำคัญของขอนแก่น อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาล ทำให้มีการประเมินกันว่าราคาตลาดของที่ดินทั้งหมดอาจสูงถึงหลักพันล้านบาทค่ะ
หลังรายการโหนกระแสออกอากาศ ตำรวจและฝ่ายปกครองก็ลงพื้นที่เข้าจัดการสิ่งกีดขวางบริเวณทางเข้าวัด พร้อมเตรียมตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ ขณะที่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งออกมารวมตัวให้กำลังใจวัด เพราะกังวลถึงสิ่งปลูกสร้างและโกศอัฐิของญาติที่อยู่ภายในพื้นที่ค่ะ
ขณะที่ล่าสุดวันนี้ ในรายการ “คุยข่าวชน” ซึ่งดำเนินรายการโดย พุทธ อภิวรรณ และ เมย์ ชนิตร์นันทน์ ก็ได้นำประเด็นนี้มาพูดถึงอีกครั้ง โดยมีข้อมูลสำคัญจากคนที่อ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์วันที่ตาเฮียงมอบที่ดินให้วัดด้วยค่ะ โดย “ตาแสง” ซึ่งเล่าว่าเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น บอกว่า ตาเฮียง พิมพ์ศรี มีจิตศรัทธาที่จะมอบที่ดินให้วัดจริง และมอบให้กับอาจารย์สุพัฒด้วยความเต็มใจ เพราะต้องการทำบุญและสร้างกุศล ไม่ได้มีใครบังคับแต่อย่างใดค่ะ





ตาแสงบอกว่า ในเวลานั้นตนเองทำหน้าที่เป็นช่างภาพ และเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ตาเฮียงมีทรัพย์สินอยู่มาก แต่ก็อยากทำบุญ จึงตัดสินใจมอบที่ดินด้วยความสมัครใจ พร้อมมองว่า หลังจากวัดครอบครองและใช้พื้นที่มานานกว่า 30 ปีแล้ว การจะกลับมาเรียกคืนในวันนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมควรค่ะ ตาแสงยังแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมพูดในทำนองว่า ตาเฮียงเป็นคนทำดี แต่กลับมีลูกหลานเข้ามาสร้างความวุ่นวายกับวัด โดยยืนยันอีกครั้งว่า หากตาเฮียงไม่ได้ตั้งใจจริง ก็คงไม่มีการมอบที่ดินเกิดขึ้นตั้งแต่แรกค่ะ
ขณะเดียวกัน “ไทกร” นักวิชาการอิสระ ซึ่งระบุว่าเป็นคนในพื้นที่และเติบโตอยู่ในชุมชนดังกล่าว ก็ออกมาพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน พร้อมฝากข้อความถึงป้าดาว่า อยากให้หยุดการดำเนินการบางอย่าง และปล่อยให้เรื่องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะการนำท่อหรือสิ่งกีดขวางไปตั้งหน้าวัด รวมถึงการกล่าวอ้างบางเรื่อง อาจยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลายค่ะ ไทกรยังพูดในเชิงเตือนว่า ไม่อยากเห็นป้าดาต้องใช้ชีวิตลำบากในช่วงบั้นปลาย





นอกจากนี้ ไทกรยังตั้งข้อสังเกตถึงตัวป้าดา โดยบอกว่า ตนเองอยู่ในหมู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยเห็นป้าดาอยู่ในพื้นที่ และไม่ทราบมาก่อนว่าป้าดาเป็นใครหรือมีที่มาอย่างไร จึงกลายเป็นอีกประเด็นที่โลกออนไลน์พากันตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติของป้าดากับตาเฮียง
และในวันเดียวกัน ก็มีความเคลื่อนไหวจากทางฝั่งวัดอีกครั้ง เมื่อ พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ออกมายืนยันว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ต้องต่อสู้กับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ช่วงแรกอาจไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระมากนัก แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็ยอมรับว่ามีทั้งความเหนื่อยและความท้อค่ะ
ส่วนอีกประเด็นที่หลายคนสงสัยกันอย่างหนักก็คือ สรุปแล้ว “ป้าดา” เป็นญาติของตาเฮียงในสายไหนกันแน่ เพราะก่อนหน้านี้มีทั้งคำเรียกว่า “ทายาท” และ “ญาติ” ปะปนกันไปค่ะ เมื่อผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามป้าดาโดยตรง ซึ่งป้าดาชี้แจงว่า ตนเองเป็นญาติทางฝั่งของ “นางนาง พิมพ์ศรี” หรือ “นางน้อย” ภรรยาของตาเฮียง โดยน้องสาวของนางนางมีศักดิ์เป็นคุณยายของป้าดา ดังนั้นป้าดาจึงเรียกตาเฮียงว่า “ตาทวด” และเรียกนางนางว่า “ยายทวด” ค่ะ

ป้าดายังบอกว่า ต้นตระกูลของตัวเองทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และหากรวมลูกหลานทั้งหมดของตาเฮียงก็อาจมีจำนวนมากถึงหลักพันคน เนื่องจากตาเฮียงมีลูกทั้งหมด 9 คน และมีลูกหลานแตกสายกันออกไปอีกจำนวนมากค่ะ และยืนยันว่า ตนเองมีศักดิ์เป็นเหลนของตาเฮียงและนางนางจริง พร้อมบอกด้วยว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ตนเองเป็นคนหนึ่งที่เข้ามาดูแลเรื่องทรัพย์สินและที่ดิน รวมถึงช่วยเหลือญาติ ๆ จนได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ค่ะ
ขณะที่ป้าดาก็ออกมาตอบโต้เสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์ที่ตั้งคำถามว่า ตนเองเป็นญาติจริงหรือไม่ โดยยืนยันหนักแน่นว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติของตัวเองมีอยู่จริง และไม่ต้องการให้มีการขุดคุ้ยเรื่องตาทวดหรือยายทวดที่เสียชีวิตไปแล้ว พร้อมมองว่า สิ่งที่ควรถูกตรวจสอบมากกว่าคือเรื่องทรัพย์สินในปัจจุบันและข้อพิพาทที่เกิดขึ้นค่ะ
ขณะเดียวกันค่ะ ความคืบหน้าทางคดี โดยพันตำรวจเอกยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบหลักฐานจากคลิปที่พลเมืองดีบันทึกไว้ ขณะมีกลุ่มคนเข้าไปปิดกั้นทางเข้าออกของวัดป่าอดุลยาราม เมื่อช่วงกลางวันของวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา รวมถึงสอบปากคำพยานที่อยู่ในเหตุการณ์แล้วค่ะ

จากหลักฐานทั้งคลิปและคำให้การของพยาน ตำรวจระบุว่า “ป้าดา” เป็นหนึ่งในบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว และปรากฏอยู่ในคลิปที่ถูกบันทึกไว้ด้วย พนักงานสอบสวนจึงออกหมายเรียกให้ป้าดาเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาบุกรุกค่ะโดยตำรวจอธิบายว่า แม้ป้าดาจะไม่ได้เข้าไปกระทำการภายในพื้นที่วัดโดยตรง แต่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นถูกมองว่าเป็นการรบกวนสิทธิ์การครอบครองพื้นที่ของวัด จึงมีเหตุให้ดำเนินการตามกฎหมายค่ะ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังทราบชื่อและที่อยู่ของบุคคลอื่นที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์อีกประมาณ 5-6 คน รวมถึงทราบที่มาของรถปูนและคนที่นำท่อปูนมาวางปิดทางเข้าออกแล้ว โดยหลังจากนี้จะมีการทยอยออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบสวน และรับทราบข้อกล่าวหาต่อไปค่ะ
หลังจากนี้ต้องจับตากันต่อว่า การยื่นคัดค้านการออกโฉนดใบแทนของทางวัดจะเป็นอย่างไร รวมถึงคดีที่ยังเหลืออยู่ในกระบวนการศาลจะมีข้อยุติออกมาในทิศทางไหน และสุดท้ายแล้วข้อพิพาทที่ลากยาวมานานหลายสิบปีนี้ จะจบลงที่วัดยังคงได้ใช้ที่ดินต่อ หรือฝั่งญาติจะมีหลักฐานใหม่ออกมาพลิกเรื่องได้หรือไม่ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ยังต้องติดตามกันต่อค่ะ
#วัดป่าอดุลยาราม #ตาเฮียง #ป้าดา #ที่ดินวัด #ข้อพิพาทที่ดิน #วัดขอนแก่น #โฉนดที่ดิน #มรดก #ทายาท #คุยข่าวชน #พุทธอภิวรรณ #ขอนแก่น #ข่าวสังคม #ข่าววันนี้ #ประเด็นร้อน #ข่าวดัง #ล้อมวงเล่า



