“ฟิล์ม รัฐภูมิ” เปิดใจย้อนเส้นทางชีวิต ตั้งแต่เด็กธรรมดาที่เก็บเศษเหล็กและของเก่าไปขาย ฝันอยากเป็นดาราหลังเห็นคนกรี๊ดพระเอกกลางห้าง ก่อนฝ่าการเป็นตัวประกอบหลายสิบเรื่องจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับห้างแตก มีพรีเซ็นเตอร์กว่า 20 ตัวต่อปี แต่ชีวิตกลับพลิกในพริบตา เมื่อเจอมรสุมข่าว “ลูกใครหว่า” และวลี “DNA อยู่บนหน้า” จนถูกสังคมตัดสิน พรีเซ็นเตอร์หลุดเกลี้ยง และต้นสังกัดสั่งพักงานแบบไม่มีกำหนด
กลายเป็นบทสัมภาษณ์ที่ถูกพูดถึงไม่น้อยค่ะ เมื่ออดีตซูเปอร์สตาร์อันดับต้น ๆ ของเมืองไทยอย่าง “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” มาเปิดใจในรายการ คนล้มลุก ซึ่งดำเนินรายการโดย “อั๋น ภูวนาท คุนผลิน” เล่าชีวิตแบบหมดเปลือก ตั้งแต่วันที่ยังเป็นเด็กเก็บของเก่าไปขาย จนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดจนไปไหนก็ห้างแตก ก่อนเจอมรสุมข่าวระดับประเทศที่ทำให้ทุกอย่างพังลงในเวลาแทบจะชั่วข้ามคืน
ฟิล์มเล่าว่า ช่วงที่ตัวเองดังมาก ๆ ไม่เคยมองว่าตัวเองเปลี่ยนไป ยังคิดว่าตัวเองเป็นฟิล์มคนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพียงแต่รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ความฝันในวัยเด็กกลายเป็นจริง ได้ไปยืนบนเวทีระดับโลก สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และมีคนเข้ามากอด เข้ามาหอมแก้มทุกที่ที่ไป ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้าใจว่า คำว่า “ดัง” เป็นอย่างไร เพราะชีวิตที่เคยฝันไว้ กลายมาอยู่ตรงหน้าจริง ๆ แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้น ชีวิตของฟิล์มไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสบายค่ะ เจ้าตัวเล่าว่า ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยมาก ช่วงปิดเทอมจึงต้องออกไปทำงานหาเงินอยู่เสมอ แม้พ่อแม่ไม่ได้บังคับ แต่ตัวเองรู้สึกว่าอยากช่วยให้พ่อแม่สบายขึ้น





เนื่องจากพ่อทำงานเกี่ยวกับแอร์ ฟิล์มจึงรู้จักการแยกเศษเหล็ก ทองแดง และของที่ยังมีมูลค่าตั้งแต่อายุประมาณ 10 ขวบ เขาจะคอยดูตามถังขยะว่า มีของชิ้นไหนที่นำกลับไปซ่อม หรือนำไปขายเป็นของมือสองได้บ้าง บางครั้งก็นำเสื่อไปปูริมทางเท้าเพื่อขายของ ส่วนความฝันที่อยากเป็นดาราเริ่มต้นขึ้นในวันที่แม่พาไปห้างโรบินสัน รัชดา แล้วเขาได้เห็น “ต่อ นันทวัฒน์” เดินอยู่กลางห้าง ท่ามกลางเสียงกรี๊ดและผู้คนที่เดินตามเต็มไปหมด ภาพตรงหน้าทำให้ฟิล์มรู้สึกเหมือนโลกถูกเปิดออก เขาสงสัยว่า ทำไมคนคนหนึ่งถึงมีคนรักมากขนาดนี้ ทำไมถึงดูดีและมีพลัง จนหันไปบอกแม่ทันทีว่า วันหนึ่งเขาจะเป็นแบบนั้นให้ได้
แม้ตอนนั้นตัวเองจะเป็นเด็กตัวเล็ก ผิวคล้ำจากการตากแดด และฟันยังไม่สวย แต่แทนที่แม่จะพูดว่าเป็นไปไม่ได้ แม่กลับลูบหัว กอด และบอกว่า “โอเค ลูกดังแน่นอน” ฟิล์มบอกว่า ถ้าวันนั้นแม่หัวเราะเยาะหรือบอกให้เลิกฝัน เขาอาจไม่ได้เดินมาถึงจุดนี้ แต่เพราะแม่เชื่อ ความคิดว่าจะต้องเป็นดาราให้ได้จึงฝังอยู่ในหัว และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยโฟกัสกับสิ่งอื่นอีกเลย
ช่วงประมาณมัธยมต้น ฟิล์มถูกแมวมองยื่นนามบัตรให้และชวนไปถ่ายงาน เขาดีใจมาก คิดว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นดารา จนกลับไปประกาศกับพ่อแม่ว่า ไม่ต้องทำงานแล้ว เพราะฟิล์มเป็นดาราแล้ว แต่พอไปถึงกองถ่ายจริง ๆ กลับพบว่า ตัวเองเป็นเพียงตัวประกอบ เดินผ่านกล้องไปมา และยังต้องนั่งกลางแดด กินข้าวกล่อง มองดูพระเอกนางเอกนั่งอยู่ในเต็นท์ โดยผลงานแรกคือเรื่อง เงาปริศนา ที่มี ฮิวโก้ จุลจักร และ เอมี่ กลิ่นประทุม แสดงนำ ซึ่งฟิล์มแซวตัวเองว่า ตอนนั้นคงเป็น “เงาปริศนา” สมชื่อจริง ๆ เพราะแทบไม่มีใครเห็น
หลังจากนั้น ฟิล์มรับงานตัวประกอบประมาณ 20–30 เรื่อง และไปแคสต์งานเป็นร้อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยผ่าน จนถึงวันที่เกือบจะตัดใจจากวงการ กลับได้พบกับคนที่เปลี่ยนชีวิตอย่าง “พชร์ อานนท์” ตอนแรกฟิล์มไปแคสต์เป็นนักรักบี้และได้รับเลือก แต่สุดท้ายก็ยังเป็นตัวประกอบเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม การได้พบกับพชร์ อานนท์ ทำให้โอกาสใหม่ ๆ เริ่มเปิดขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนที่ฟิล์มไปรับค่าตัวที่นิตยสาร เธอกับฉัน แล้วบังเอิญมีนายแบบชาวต่างชาติมาไม่ได้ เพราะมีอาการท้องเสีย ทีมงานจึงเรียกฟิล์มเข้าไปถ่ายแทนแบบกะทันหัน จากตอนแรกเขาอยู่ด้านหลังสุด แต่หลังหนังสือออก กลับมีจดหมายส่งเข้ามาถามจำนวนมากว่า “เด็กญี่ปุ่นคนนี้คือใคร” จนทางนิตยสารดึงฟิล์มขึ้นมาถ่ายปกเดี่ยว และนั่นคือจุดที่ชื่อ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” เริ่มเป็นที่รู้จัก
จากนั้นโอกาสก็วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วค่ะ ทีมงานโฆษณาฮอนด้าจากญี่ปุ่นเห็นภาพแล้วเข้าใจว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่น จึงเลือกให้มาถ่ายโฆษณาคู่กับ “อั้ม พัชราภา” โดยมีบทพูดภาษาญี่ปุ่นเพียงสั้น ๆ หลังโฆษณาออก แมวมองและค่ายเพลงต่าง ๆ ก็เริ่มตามหาว่า ฟิล์ม รัฐภูมิ คือใคร ก่อนที่พชร์ อานนท์จะพาเจ้าตัวเข้าสู่เส้นทางนักร้องกับแกรมมี่
ช่วงนั้น ฟิล์มเคยอยู่ในโปรเจกต์กลุ่มศิลปินวัยรุ่นร่วมกับ “เป๊ก ผลิตโชค” และ “แบงค์” ซึ่งมีแผนเปิดตัวเป็นกลุ่มนักร้องรุ่นใหม่ แต่ในวันที่กำลังจะถ่ายมิวสิกวิดีโอ กลับเกิดเหตุไม่คาดคิดเมื่อแบงค์เสียชีวิต ทำให้โครงการต้องยุติลง ฟิล์มยอมรับว่า ตอนนั้นตัวเองมองว่าเป็นตัวถ่วงของเป๊ก เพราะยังร้องและเต้นไม่เก่ง เพลงที่ออกมาดีส่วนใหญ่อาศัยเสียงของเป๊กเป็นหลัก ทางค่ายจึงส่งเขาไปฝึกนานถึง 2 ปี แต่ระหว่างนั้น พชร์ อานนท์ได้รับโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่องใหญ่ และต้องการให้ฟิล์มกลับมาแสดง เจ้าตัวจึงตัดสินใจออกจากแกรมมี่ไปอยู่กับอาร์เอส เพราะมองว่าพชร์คือผู้ปลุกปั้นและเป็นผู้มีพระคุณ ส่วนเรื่องที่ฟิล์มเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้ คือเป๊กอาจเข้าใจว่าเขาทิ้งเพื่อน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจ และทั้งคู่ก็ไม่เคยเปิดใจคุยกันจริงจังในตอนนั้น แม้ฟิล์มจะเคยขอโทษไปแล้วก็ตาม
หลังจากเข้าสู่อาร์เอส ชื่อของฟิล์มก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ไปไหนก็ห้างแตก มีงานพรีเซ็นเตอร์มากกว่า 20 ตัวต่อปี ตั้งแต่ของที่ใช้บนศีรษะไปจนถึงเท้า เรียกได้ว่าแทบทุกอย่างที่ร่างกายใช้ได้ เจ้าตัวเคยถ่ายโฆษณามาแล้วทั้งนั้น ในช่วงที่ดังที่สุด หน้าบ้านของเขามีแฟนคลับมารอเต็มซอยตั้งแต่เช้า และฟิล์มบอกว่า เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากจนบางครั้งตัวเองยังรู้สึกงงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
แต่ความพีกนั้นอยู่ได้ประมาณ 5 ปี ก่อนจะมีมรสุมใหญ่พุ่งเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวค่ะ ฟิล์มเล่าว่า ก่อนเรื่องจะกลายเป็นข่าว เขารับรู้สถานการณ์มาระยะหนึ่งแล้ว ตอนแรกเมื่อทราบว่าอาจมีลูก เขาทั้งตกใจและดีใจ เพราะหากตัวเองได้เป็นพ่อจริง ๆ ก็พร้อมจะรับผิดชอบ คนแรกที่ต้องบอกคือแม่ เพราะแม่คือคนสำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อแม่รับรู้ก็ไม่ได้ต่อต้าน กลับบอกว่าดี เพราะอยากมีหลานอยู่แล้ว ฟิล์มจึงยิ่งรู้สึกว่า ถ้าแม่โอเค ตัวเองก็พร้อมดูแลทุกอย่าง
ในช่วงที่ยังไม่มีข่าว เขาดูแลค่าใช้จ่ายและจัดคนคอยช่วยเหลือต่าง ๆ มาโดยตลอด กระทั่งเด็กคลอดและข่าวถูกเปิดออกมา แต่รายละเอียดที่ปรากฏกลับไม่ตรงกับสิ่งที่ทุกฝ่ายเคยพูดคุยและรับรู้ร่วมกัน ฟิล์มบอกว่า ตอนนั้นทุกอย่างสับสนไปหมด ทั้งตัวเองและแม่ต่างเสียใจ เพราะครอบครัวก็ผูกพันและรักเด็กไปแล้ว
สุดท้าย คดีจบลงโดยศาลมีคำตัดสินเป็นประโยชน์กับฟิล์ม และมีการถอนชื่อเขาออกจากการเป็นพ่อ อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยืนยันว่า เคยร้องขอให้ตรวจพิสูจน์DNA แต่ไม่ได้มีการตรวจเกิดขึ้น
ผู้ใหญ่รอบตัวจึงบอกว่า เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตรวจ เรื่องก็น่าจะชัดเจนแล้ว และไม่จำเป็นต้องออกมาพูดหรือโจมตีใครอีก แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตของฟิล์มพังลงหนักที่สุด กลับเป็นวลีที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในเวลานั้นอย่าง “ดีเอ็นเออยู่บนหน้า” ฟิล์มเล่าว่า ตัวเองไม่เข้าใจว่า เหตุใดการพูดเพียงว่า “ขอตรวจ” จึงกลายเป็นเรื่องผิด ทั้งที่ในปัจจุบัน การตรวจ DNA ถือเป็นสิ่งที่คนพูดถึงและร้องขอกันเป็นเรื่องปกติ ตอนนั้นเขาอายุเพียง 22–23 ปี และพยายามระวังทุกคำพูดไม่ให้กระทบหรือทำร้ายใคร เพราะถูกพ่อแม่ รวมถึง “เฮียฮ้อ สุรชัย” สอนมาตลอดว่า ไม่ควรพูดให้คนอื่นเสียหาย

เฮียฮ้อเคยสอนว่า ฟิล์มต้องยอมรับในส่วนที่ตัวเองทำผิด เพราะตัวเองเป็นฝ่ายเข้าไปมีความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย แต่ในส่วนที่ต้องทำเพื่อพ่อและแม่ ก็ควรออกไปพูดอย่างให้เกียรติผู้หญิงและให้เกียรติสังคม ฟิล์มจึงเลือกพูดเพียงว่า “ขอตรวจ” แต่คำพูดสั้น ๆ นี้กลับถูกนำไปตีความและวิจารณ์อย่างหนัก จนเจ้าตัวรู้สึกเหมือนถูกสื่อตัดสินประหารชีวิต ทั้งที่ยังไม่ได้พูดรายละเอียดหรือกล่าวให้ร้ายใครเลย แต่ผลกระทบเกิดขึ้นแบบรวดเร็วมากค่ะ งานพรีเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ถูกถอดออกจนหมด ต้นสังกัดประกาศพักงานแบบไม่มีกำหนด และโปรเจกต์ใหญ่ที่จะพาฟิล์มไปออกอัลบั้มกับค่ายเพลงในเกาหลีก็ต้องหยุดลงทั้งหมด
ฟิล์มเล่าว่า ตอนนั้นกำลังจะเป็นนักร้องไทยคนแรกที่ได้ร่วมงานกับค่ายใหญ่ของเกาหลี มีทั้งแผนออกอัลบั้มและขึ้นแสดงในต่างประเทศ แต่ทุกอย่างต้องพังลงในพริบตา และสิ่งที่เจ็บที่สุดไม่ใช่การเสียงาน แต่คือการเห็นคนเข้ามาด่าพ่อและแม่ว่าเลี้ยงลูกมาอย่างไร ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันว่า พ่อแม่เลี้ยงดูตัวเองมาอย่างดี และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของเขา ไม่ควรมีใครลากครอบครัวเข้ามารับผลไปด้วย ฟิล์มยอมรับว่า ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองตายทั้งเป็น เพราะตลอดชีวิตการทำงานพยายามตอบแทนสังคมมาตลอด จากเด็กที่ไม่ได้มีต้นทุนมาก พอมีโอกาสก็พยายามช่วยเหลือคนอื่น แต่เพียงเหตุการณ์เดียวกลับทำให้ทุกอย่างที่สร้างมาพังลงทั้งหมด
หลังถูกพักงาน ฟิล์มเลือกกลับมาอยู่กับครอบครัว ตั้งสติ และหาทางเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาขออนุญาตเฮียฮ้อไปบวช ก่อนตัดสินใจเดินทางไปเรียนภาษาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เจ้าตัวบอกว่า ตอนนั้นยังมีเงินเก็บมากพอ จึงคิดว่าจะไปพักชีวิตสัก 2 ปี เรียนภาษา ใช้ชีวิตแบบเด็กนอก และทำสิ่งที่ไม่เคยมีโอกาสทำในวัยเด็ก
ระหว่างนั้น ฟิล์มยังได้รับโปรเจกต์ให้เรียนร้องเพลง เรียนเต้น และถ่ายชีวิตตัวเองเป็นเรียลลิตี้ส่งกลับมาออกอากาศ โดยตอนแรกคิดว่า ชีวิตที่ลอนดอนคงจะเป็นช่วงเวลาที่ได้พักและเริ่มต้นใหม่อย่างสบาย ๆ
แต่สุดท้าย เจ้าตัวทิ้งท้ายว่า ชีวิตกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะระหว่างอยู่ที่ลอนดอน เขาได้ตัดสินใจผิดพลาดอีกครั้ง และต้องพบกับบทเรียนใหม่ที่เปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปอีกระลอก เรียกได้ว่า เส้นทางของ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” เต็มไปด้วยทั้งวันที่ฝันกลายเป็นจริง วันที่มีชื่อเสียงสูงสุด และวันที่ทุกอย่างพังลงต่อหน้าต่อตา แต่เจ้าตัวก็ยังพยายามลุกขึ้นใหม่ทุกครั้ง แม้บางบาดแผลจะผ่านมานานกว่าสิบปี แต่เมื่อย้อนกลับไปพูดถึง ก็ยังสัมผัสได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ฝังอยู่ในใจไม่เคยหายค่ะ
#ฟิล์มรัฐภูมิ #รัฐภูมิโตคงทรัพย์ #คนล้มลุก #อั๋นภูวนาท #เฮียฮ้อ #พชร์อานนท์ #เป๊กผลิตโชค #DNAอยู่บนหน้า #ลูกใครหว่า #ซุปตาร์ห้างแตก #อดีตนักร้องดัง #ข่าวบันเทิง #ชีวิตคนดัง #มรสุมชีวิต #อาร์เอส #แกรมมี่ #ข่าวดราม่า #ล้อมวงเล่า


