กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในออสเตรเลียอย่างหนักค่ะ หลังรายการ 60 Minutes Australia นำเสนอเรื่องราวของหญิงชาวออสเตรเลียหลายรายที่เดินทางมาทำศัลยกรรมในประเทศไทย ก่อนอ้างว่าได้รับผลลัพธ์และภาวะแทรกซ้อนที่ไม่เป็นไปตามคาด ขณะที่ “หมอแทน” นพ.ธนีย์ ธนียวัน ออกมาวิเคราะห์ 3 เคสสำคัญ พร้อมตั้งข้อสังเกตทั้งเรื่องการผ่าตัดหลายอย่างในครั้งเดียว การขายหัตถการเพิ่มเติม การเซ็นเอกสารก่อนผ่าตัด และระบบติดตามอาการหลังกลับประเทศค่ะ 

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างหนักค่ะ หลังการทำศัลยกรรมความงามในประเทศไทย ถูกสื่อออสเตรเลียนำกลับมาตั้งคำถามอีกครั้ง จากกรณีหญิงชาวออสเตรเลียหลายรายที่เดินทางเข้ามารับบริการในไทย ก่อนออกมาเล่าถึงผลลัพธ์และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัด จนกลายเป็นกระแสวิพากวิจารณ์ต่อภาพลักษณ์ของวงการศัลยกรรมไทยไม่น้อยค่ะ
โดยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางสื่อออสเตรเลีย ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมความงามในประเทศไทยในรายการ 60 Minutes Australia ผ่านเอเจนซี่รายหนึ่ง โดยมีหญิงชาวออสเตรเลียหลายรายออกมาเล่าถึงผลลัพธ์และภาวะแทรกซ้อนที่พวกเธออ้างว่าเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดค่ะ


โดยหนึ่งในนั้นคือ ลินดา ลาซาริดิส คุณยายจากนครเมลเบิร์น ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยเพื่อทำศัลยกรรมเป็นของขวัญวันเกิดอายุ 60 ปี หลังจากก่อนหน้านั้นค่ะ เธอสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 15 กิโลกรัมค่ะ ในปี พ.ศ. 2565 โดยลินดาได้จองการทำศัลยกรรมกับรพ.แห่งหนึ่งในไทย โดยเดิมเธอต้องการตัดผิวหนังส่วนเกินและลดขนาดหน้าอก เพื่อช่วยเรื่องอาการปวดหลัง แต่ระหว่างการวางแผนกลับมีการแนะนำให้ทำหัตถการเพิ่มเติมหลายอย่าง ทั้งยกกระชับบั้นท้าย ยกกระชับต้นขาด้านในและด้านนอก ดูดไขมัน กระชับหน้าท้อง และกระชับต้นแขนค่ะ

โดยลินดาอ้างว่า ก่อนผ่าตัดเธอได้แจ้งกับแพทย์ว่าต้องการหน้าอกขนาดประมาณคัพ C แต่หลังฟื้นจากยาสลบกลับพบว่า หน้าอกมีขนาดเล็กลงมากกว่าที่คาด และตำแหน่งหัวนมอยู่สูงผิดจากที่เธอต้องการ จนส่งผลต่อการแต่งตัวในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ เธอยังอ้างว่า ภายหลังมีการเสนอแก้ไขด้วยการใส่ซิลิโคน แต่ต่อมาเกิดภาวะติดเชื้อจนต้องนำซิลิโคนออก และต้องกลับไปรักษาต่อที่ออสเตรเลียค่ะ

โดยเคสที่สองคือ แองเจลิน่า ไรซ์ จากรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งเดินทางมาทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกและกระชับหน้าท้อง โดยเธออ้างว่า กำหนดผ่าตัดเดิมอยู่ในช่วงบ่าย แต่สุดท้ายถูกเลื่อนไปผ่าตัดช่วงประมาณเที่ยงคืนค่ะ แองเจลิน่ายังเล่าว่า ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เธอได้รับเอกสารยินยอมให้เซ็นในช่วงที่กำลังเตรียมตัวดมยาสลบ และเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ทำให้เธอมองว่า ตัวเองไม่มีเวลามากพอที่จะทำความเข้าใจรายละเอียดทั้งหมด
แต่หลังการผ่าตัด เธออ้างว่าพบรอยแผลบริเวณต้นขา ซึ่งไม่ใช่จุดที่มีการผ่าตัด และเมื่อกลับไปออสเตรเลียต้องเข้ารับการรักษาแก้ไขเพิ่มเติมอีกหลายครั้งค่ะ
ส่วนเคสที่สามคือ โซฟี ซิโวกลู ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้บริการของเอเจนซี่ดังกล่าวมาแล้วในปี พ.ศ. 2561 เพื่อผ่าตัดลดน้ำหนัก และครั้งนั้นเธอบอกว่าได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ จึงตัดสินใจกลับมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2565 เพื่อทำศัลยกรรมเพิ่มเติมค่ะ แต่ครั้งนี้โซฟีทำหลายหัตถการ ทั้งบริเวณแขน ขา หน้าท้อง หน้าอก และใบหน้า แต่หลังผ่าตัด เธออ้างว่าเกิดอาการชาบริเวณขา รวมถึงพบแผลเป็นขนาดใหญ่บริเวณข้างลำตัว ซึ่งเป็นจุดที่เธอไม่เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับหัตถการที่ตกลงไว้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ เธอยังอ้างว่า บาดแผลบริเวณต้นขาเกิดการติดเชื้อ และระหว่างเดินทางกลับออสเตรเลียมีของเหลวไหลออกจากแผล ก่อนต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน และจนถึงปี พ.ศ. 2569 เธอยังบอกด้วยว่าความรู้สึกบริเวณขาบางส่วนยังไม่กลับมาเป็นปกติค่ะ
อย่างไรก็ตาม ฝั่งรพ.และเอเจนซี่ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปี มีการดูแลคนไข้จากทั่วโลกไปแล้วกว่า 30,000–35,000 ราย และผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้บังคับให้ผู้รับบริการต้องจ่ายเงินก่อนเดินทาง และทุกคนสามารถปฏิเสธการรักษาเพิ่มเติมได้ ส่วนเรื่องแผลเป็น การติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ก็เป็นความเสี่ยงทางการแพทย์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมบอกว่ายังคงเปิดรับการติดต่อเพื่อช่วยเหลือผู้รับบริการค่ะ
ขณะเดียวกัน ทางด้าน หมอแทน นพ.ธนีย์ ธนียวัน อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดและการปลูกถ่ายปอด ก็ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงเรื่องนี้เช่นกัน โดยมองว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ควรถูกปล่อยผ่าน เพราะนอกจากจะต้องตรวจสอบว่าแต่ละเคสเกิดปัญหาขึ้นจากขั้นตอนไหนแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ชาวต่างชาติมีต่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของประเทศไทยด้วยค่ะ
โดยใน เคสของลินดา หมอแทนตั้งข้อสังเกตว่า จุดหนึ่งที่น่าจับตาคือ การทำศัลยกรรมหลายอย่างในครั้งเดียว เพราะเดิมลินดาต้องการลดขนาดหน้าอกและจัดการผิวหนังส่วนเกิน แต่สุดท้ายมีหัตถการหลายบริเวณเพิ่มเข้ามา ซึ่งยิ่งมีการผ่าตัดหลายส่วนมากเท่าไร โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน การอักเสบ และการติดเชื้อก็ยิ่งเพิ่มขึ้นค่ะ
โดยหมอแทนยังมองว่า หากมีการเสนอขายหัตถการเพิ่มเติมจากฝั่งเซลส์หรือเอเจนซี่จริง ก็ต้องแยกให้ชัดว่า ใครเป็นผู้ประเมินว่าคนไข้เหมาะสมกับการผ่าตัดหลายอย่างพร้อมกัน เพราะการตัดสินใจสุดท้ายควรผ่านการประเมินสภาพร่างกายอย่างเหมาะสมจากแพทย์ค่ะ
ส่วนกรณีที่ลินดาบอกว่า แพทย์ถามเรื่องขนาดหน้าอกก่อนผ่าตัด ทั้งที่ควรมีข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว หมอแทนมองว่า เป็นจุดที่ควรตรวจสอบเรื่องกระบวนการทบทวนข้อมูลก่อนผ่าตัด รวมถึงการวางตำแหน่งต่าง ๆ ให้ถูกต้อง เพราะหากตำแหน่งหลังผ่าตัดผิดไปมาก ก็เป็นเรื่องที่ต้องย้อนตรวจสอบขั้นตอนการวางแผนการผ่าตัดค่ะ
สำหรับ เคสของแองเจลิน่า หมอแทนตั้งข้อสังเกตเรื่องเวลาผ่าตัดที่เกิดขึ้นช่วงดึก โดยย้ำว่า การผ่าตัดตอนกลางคืนไม่ได้หมายความว่าผิดปกติเสมอไป แต่สิ่งที่ควรตรวจสอบคือ ก่อนหน้านั้นแพทย์ทำงานหรือผ่าตัดมาแล้วกี่เคส มีเวลาพักเพียงพอหรือไม่ และยังมีสมาธิพร้อมสำหรับการผ่าตัดที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือเปล่าค่ะ





อีกเรื่องที่หมอแทนให้ความสำคัญมาก คือ เอกสารยินยอมก่อนการผ่าตัด ซึ่งตามหลักแล้วคนไข้ควรได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ เข้าใจหัตถการ ความเสี่ยง และทางเลือกต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจ ไม่ควรนำเอกสารมาให้เซ็นในช่วงใกล้ดมยาสลบจนคนไข้แทบไม่มีเวลาตัดสินใจค่ะ หมอแทนยังตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้รับบริการเป็นชาวต่างชาติ เอกสารและคำอธิบายก็ควรอยู่ในรูปแบบที่คนไข้เข้าใจได้จริง หรือควรมีล่ามช่วยอธิบาย เพื่อให้การยินยอมเป็นการตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วนค่ะ
ส่วนรอยแผลที่แองเจลิน่าอ้างว่าเกิดขึ้นบริเวณขา หมอแทนบอกว่า หากจะวิเคราะห์ให้แน่ชัด จำเป็นต้องดู บันทึกการผ่าตัด ว่าในวันนั้นมีการทำหัตถการอะไรบ้าง ใช้เวลานานเท่าใด และเกิดเหตุการณ์ใดระหว่างการผ่าตัด เพราะการดูเพียงภาพบาดแผลอย่างเดียวไม่สามารถสรุปสาเหตุได้ค่ะ
ขณะที่ เคสของโซฟี หมอแทนมองคล้ายกันว่า การผ่าตัดหลายส่วนในคราวเดียวทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บและเกิดการอักเสบในหลายตำแหน่งพร้อมกัน ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่าการทำเพียงจุดเดียวค่ะ สำหรับการผ่าตัดบริเวณต้นขา หมอแทนอธิบายว่า บริเวณดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวบ่อย บาดแผลจึงมีโอกาสแยกและติดเชื้อได้ง่ายกว่าบางตำแหน่ง และหากต้องเดินทางไกลกลับประเทศหลังผ่าตัด ก็ยิ่งมีประเด็นเรื่องการติดตามอาการต่อเนื่องเข้ามาเกี่ยวข้องค่ะ
นอกจากนี้หมอแทนยังตั้งข้อสังเกตถึงระบบ การดูแลหลังผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยต่างชาติ เพราะเมื่อคนไข้เดินทางกลับประเทศแล้ว แพทย์ที่รับช่วงรักษาต่ออาจไม่ทราบรายละเอียดว่าการผ่าตัดครั้งแรกทำอะไรไปบ้าง ดังนั้นเอกสารบันทึกการผ่าตัดและข้อมูลทั้งหมดจึงมีความสำคัญมากค่ะ
หมอแทนยังมองว่า ไม่ควรรีบด่วนสรุปจากเพียงไม่กี่เคสว่าการศัลยกรรมในประเทศไทยทั้งหมดมีปัญหา เพราะยังต้องดูด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่ให้บริการมีจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดเท่าไร และอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจริงอยู่ที่ระดับไหน แต่สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อเรื่องนี้ถูกนำเสนอในสื่อระดับประเทศของออสเตรเลียแล้ว ผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทยควรออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและตรวจสอบระบบอย่างจริงจังค่ะ
เพราะประเทศไทยเองมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และมีชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามารับบริการ หากปล่อยให้ข้อสงสัยต่าง ๆ ไม่มีคำตอบ ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมได้ค่ะ หลังจากนี้จึงต้องจับตากันต่อว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงฝั่งเอเจนซี่ โรงพยาบาล และแพทย์ที่ถูกกล่าวถึง จะมีการออกมาชี้แจงรายละเอียดของแต่ละเคสเพิ่มเติมหรือไม่ และสุดท้ายแล้วข้อเท็จจริงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก็ยังต้องอาศัยทั้งเวชระเบียน บันทึกการผ่าตัด และการตรวจสอบอย่างเป็นทางการค่ะ
#ศัลยกรรมไทย #ศัลยกรรมความงาม #หมอแทน #ธนีย์ธนียวัน #60MinutesAustralia #การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ #MedicalTourism #DestinationBeauty #ศัลยกรรมต่างประเทศ #ภาวะแทรกซ้อน #แพทย์ไทย #สุขภาพ #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวออสเตรเลีย #ประเด็นร้อน #ล้อมวงเล่า



