ดราม่าครอบครัว “ได้หมดถ้าสดชื่น” กลับมาร้อนอีกครั้ง หลัง “บี พรรณิภา” เจ้าของธุรกิจทิชชู่แบรนด์ดัง ออกมาเปิดประเด็นเรื่องบ้านหลังแรกของ “ลิลลี่” ที่ “แม่เกตุ” เคยนำไปจำนองไว้ในราคา 5 ล้านบาท ก่อนขาดส่งดอกเบี้ยจนต้องโอนกรรมสิทธิ์ โดยฝั่งเจ้าหนี้ระบุว่าเคยมีการพูดคุยให้ “เจนนี่” ซื้อคืน และยอมลดราคาลงเหลือ 4.5 ล้านบาท แต่สุดท้ายเรื่องเงียบหายไปหลายเดือน ด้าน “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ออกมาชี้แจงทันที ยอมรับว่าเคยติดต่อขอซื้อคืนและต่อรองราคาจริง แต่ตกลงกันไม่ได้ ไม่เคยให้รอ ไม่เคยยืนยันว่าจะซื้อ และไม่เคยวางมัดจำ พร้อมลั่นการไม่ซื้อคืนไม่ใช่ความผิดของตน และหากยังถูกพาดพิงจนเสียหาย จะขอปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย





กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนในโลกออนไลน์ค่ะ สำหรับเรื่องราวของครอบครัว “ได้หมดถ้าสดชื่น” หลัง “บี พรรณิภา” เจ้าของธุรกิจทิชชู่แบรนด์ดัง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ของแม่เกตุ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อ ถึงประเด็นเรื่องบ้านหลังแรกของ “ลิลลี่” น้องสาวของ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น”
โดยฝั่งเจ้าหนี้ ได้เปิดเผยว่า ช่วงที่แม่เกตุมีปัญหาเรื่องหนี้สิน ได้มีการนำโฉนดบ้านหลังดังกล่าวมาขายฝากไว้กับตนในราคา 5 ล้านบาท แต่ต่อมาแม่เกตุขาดส่งดอกเบี้ย และไม่มีเงินมาไถ่ถอนคืน ทำให้ตนจำเป็นต้องโอนกรรมสิทธิ์บ้านมาเป็นชื่อของตนเอง เพื่อรักษาสิทธิ์ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ต่อมาหลังจากดราม่าในครอบครัวเริ่มซาลง ฝั่งเจ้าหนี้ระบุว่า แม่เกตุได้ติดต่อกลับมาสอบถามราคาบ้าน โดยบอกว่า “เจนนี่” จะเป็นผู้ซื้อบ้านคืนให้ครอบครัว


ตอนแรกทางเจ้าหนี้เสนอราคา 5.5 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย แต่ฝั่งเจนนี่มีการต่อรองขอจบที่ 5 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหนี้ก็บอกว่ายอมตัดดอกเบี้ยให้แล้ว จากนั้นมีการต่อรองอีกครั้ง ขอเหลือ 4.5 ล้านบาท โดยมีการอ้างเหตุผลทำนองว่า ให้คิดว่าเป็นคนนอกมาซื้อ ไม่ต้องคิดว่าเป็นบ้านที่แม่เอามาจำนองไว้ ซึ่งฝั่งเจ้าหนี้ระบุว่า ตนก็ยอมตกลง เพราะอยากได้เงินไปหมุนธุรกิจอื่น
แต่สุดท้ายเรื่องกลับเงียบหายไปนานเกือบ 6 เดือน ทำให้เจ้าหนี้ออกมาเปิดประเด็นผ่านสื่อ พร้อมบอกว่าอยากขายบ้านคืนให้ครอบครัวนี้ เพราะบ้านปลูกติดกัน และไม่มีรั้วกั้น อีกทั้งยังทราบข่าวว่าปัจจุบันลิลลี่ต้องไปเช่าคอนโดอยู่ชั่วคราว เนื่องจากบ้านที่สงขลาประสบปัญหาน้ำท่วม เมื่อเรื่องนี้ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ ชื่อของ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ก็ถูกดึงกลับเข้าสู่กระแสดราม่าอีกครั้ง แม้เจ้าตัวจะมองว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนโดยตรงก็ตาม
เมื่อวานนี้ เจนนี่ได้พูดถึงประเด็นนี้ระหว่างไลฟ์สดว่า ตอนนี้ตนแฮปปี้แล้ว ใช้ชีวิตอยู่กับลูก อยู่กับงาน และมองว่า “ปัญหาใครปัญหามัน” พร้อมบอกว่า ถ้าเป็นเรื่องของเจนนี่เมื่อไหร่ เดี๋ยวจะจัดการเอง แต่ถ้าใครเห็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็ปัดทิ้งได้เลย เพราะไม่ได้เกี่ยวกับเจนนี่
นอกจากนี้ เจนนี่ยังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ไม่มีอะไรจะแถลงเลยค่ะ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเจนนี่โดยตรงด้วยค่ะ ในส่วนของเจนนี่ จบไปตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วค่ะ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะคะ” พร้อมทั้งคอมเมนต์ใต้โพสต์ต่อว่า “ไม่มีเทศกาลอะไรทั้งนั้นค่ะ ปีที่แล้วก็มีแต่ข่าวนี้ทั้งปี ปีนี้ยังมีอีกหรอ”
แต่ดราม่ายังไม่จบค่ะ เพราะล่าสุดวันนี้ เจนนี่ได้ออกมาโพสต์ข้อความอีกครั้ง หลังตื่นมาแล้วเห็นข่าวของตัวเองเต็มฟีด โดยระบุว่า “ตื่นเช้ามากับข่าวเจนนี่ที่เต็มฟีดไปหมด ผลที่เจนนี่ได้รับตอนนี้คือ พอมันเป็นข่าวนอกจากจะทำให้คนจะเบื่อ จะรำคาญแล้ว คนก็คอมเมนท์โจมตี ว่าเจนนี่สร้างกระแสเพื่อจะขายของ โกหกบ้าง ตอแหลบ้าง คอนเทนต์บ้าง อย่างอื่นบลาๆๆๆ บ้าง ทั้งที่ตอนนี้เจนนี่กลับบ้านพาลูกมาพักผ่อนต่างจังหวัดในช่วงปิดเทอม แล้วก็กลับมาจะจัดงานไหว้ครูหมอโนราเพราะตัวเองป่วย ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญไปกว่านั้นต้นเหตุไม่ได้เกิดจากเจนนี่เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เลือกที่จะดึงเจนนี่เข้าไป โดยที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบและความเสียหายที่เจนนี่จะได้รับ ถ้าใครยังมีการพาดพิง หรือกระทำอย่างใดอย่างนึงถึงเจนนี่และก่อให้เจนนี่เกิดความเสียหาย เจนนี่ขออนุญาตปกป้องสิทธิของตัวเองด้วยกฎหมายทุกกรณีค่ะ #ขอให้หนูได้ใช้ชีวิตของหนูบ้างเถอะ ”
หลังจากนั้น เจนนี่ยังคอมเมนต์ชี้แจงเพิ่มเติมถึงเรื่องบ้านว่า “เรื่องบ้านเจนนี่เคยติดต่อไปเพื่อจะขอซื้อคืนและมีการขอต่อรองราคาเพราะเจนนี่เพิ่งทราบว่าราคามันสูง แต่ตอนนั้นทางเจ้าของบ้านแจ้งว่าลดไม่ได้แล้ว เพราะมีคนมาติดต่อขอซื้ออยู่เรื่อยๆ เจนนี่ก็มีการแจ้งไปแล้วว่าถ้าอย่างนั้นให้ไปขายคนอื่นเลย เพราะถ้าได้ราคาดีกว่าก็ดีอยู่แล้วค่ะ แต่พอเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ เค้าแจ้งผ่านแม่เกตุมาว่าลดราคาได้แล้วตามที่เจนนี่เคยขอ แต่ ณ วันนั้นเจนนี่ไม่ได้อยากซื้อคืนแล้วเพราะมีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่มีใครเข้าใจเท่าเจนนี่ เจนนี่ขอยืนยันตรงนี้เลยนะคะว่าไม่เคยบอกให้เค้ารอว่าเจนนี่จะซื้อคืนไม่เคยยืนยันว่าจะซื้อไม่เคยมีการโอนเงินวางมัดจำมีแค่คุยกันครั้งเดียวแล้วตกลงราคากันไม่ได้หลังจากนั้นเจนนี่ก็ไม่เคยคุยเรื่องนี้อีกเลย และการที่เจนนี่จะไม่ซื้อคืนก็ไม่ใช่ความผิดของเจนนี่ค่ะ”


อีกคอมเมนต์ เจนนี่ระบุว่า “หากใครยังไม่หยุดที่จะเอาชื่อเจนนี่ไปพูดหรือพาดพิงออกสื่อเจนนี่จะขอฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายนะคะ”
และยังมีอีกคอมเมนต์บอกว่า “นี่ถ้าวันนึง ยิวกับเจนต้องมาแตกกันเพราะเรื่องแบบนี้ พวกคุณสะใจแล้วหรอที่ทำให้เด็กสองคนที่กำลังโตมีปัญหาครอบครัว บางคนคอมเมนท์มั่วหมดลามไปหมด”
งานนี้เรียกได้ว่า หนังคนละม้วนจริง ๆ ค่ะ เพราะฝั่งเจ้าหนี้มองว่า เคยมีการพูดคุยเรื่องซื้อบ้านคืน และตนก็ยอมลดราคาให้ตามที่อีกฝ่ายเคยต่อรองไว้ ขณะที่ฝั่งเจนนี่ยืนยันชัดเจนว่า ไม่เคยรับปากว่าจะซื้อ ไม่เคยให้รอ และไม่เคยมีการวางมัดจำใด ๆ ทั้งสิ้น


หลังจากนี้คงต้องรอติดตามว่า บ้านหลังแรกของลิลลี่จะมีบทสรุปอย่างไร ฝั่งเจ้าหนี้จะเดินหน้าขายบ้านต่อให้บุคคลอื่นหรือไม่ และเจนนี่จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่นำชื่อไปพาดพิงจนทำให้เสียหายจริงหรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าเรื่องบ้านหรือเงินหลายล้านบาทเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว ความเข้าใจคนละมุม และผลกระทบจากการถูกดึงชื่อเข้าไปอยู่ในประเด็นสาธารณะ ซึ่งคงต้องรอฟังความชัดเจนจากทุกฝ่ายต่อไปค่ะ
#เจนนี่ได้หมดถ้าสดชื่น #เจนนี่รัชนก #แม่เกตุ #ลิลลี่ได้หมดถ้าสดชื่น #ลิลลี่ #บีพรรณิภา #บ้านแม่เกตุ #บ้านลิลลี่ #บ้าน5ล้าน #บ้าน45ล้าน #ขายฝากบ้าน #จำนองบ้าน #ดราม่าบ้าน #ดราม่าครอบครัว #ได้หมดถ้าสดชื่น #ยิวฉัตรมงคล #ข่าวบันเทิง #ข่าวโซเชียล #ข่าวดราม่า #ล้อมวงเล่า



