ความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ยังคงมีหลายประเด็นที่ต้องจับตาค่ะ ทั้งข้อสงสัยเรื่องเจ้าของร้านที่มีชื่อ–นามสกุลตรงกับเจ้าของร้านอาหารในจังหวัดยโสธร ซึ่งเคยเกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อปี 2562 ขณะที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง พร้อมสั่งตรวจเข้มร้านอาหารและร้านกึ่งสถานบริการทั่วกรุงในช่วงเปิดใช้งานจริง ด้านตำรวจสอบพยานแล้ว 17 ปาก ส่วนเจ้าของร้านยังรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU และทางครอบครัวเตรียมเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 10,000 บาท โดยญาติสามารถติดต่อรับเงินได้ที่ สน.พหลโยธิน

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สังคมจับตาค่ะ หลังเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างมากซึ่งนับเป็นหนึ่งในเหตุเพลิงไหม้ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคม และทำให้เกิดคำถามตามมาในหลายประเด็น โดยเฉพาะเมื่อชาวเน็ตพบว่า ชื่อและนามสกุลของเจ้าของโรงเบียร์แห่งนี้ ตรงกับชื่อเจ้าของร้านอาหาร “ซาเล้ง” จังหวัดยโสธร ซึ่งเคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี 2562 จนทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า บุคคลทั้งสองเป็นคนเดียวกันหรือไม่
ขณะที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์ ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ถึงความคืบหน้าหลังการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร โดยยืนยันว่า ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อดูว่ามีกฎระเบียบหรือขั้นตอนใดที่ต้องปรับปรุง รวมถึงมีข้อบกพร่องในการประสานงานระหว่างหน่วยงานหรือไม่
ชัชชาติระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีถึงการบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ เพราะอาคารที่เกิดเหตุไม่ได้ถูกจัดอยู่ในประเภทสถานบริการ แต่ได้รับอนุญาตในรูปแบบร้านอาหาร ทำให้การตรวจสอบที่ผ่านมาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของร้านอาหาร เช่น การตรวจเรื่องสุขอนามัย สารเคมี และการจัดเก็บวัตถุอันตราย
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุครั้งนี้ ชัชชาติได้สั่งให้ทุกเขตลงพื้นที่ตรวจเชิงรุก พร้อมปรับเช็กลิสต์ให้เข้มข้นกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะเรื่องวัสดุทนไฟและวัสดุตกแต่งภายใน เพราะปัจจุบันข้อกำหนดบางอย่างถูกบังคับใช้เฉพาะกับสถานบริการ แต่ไม่ได้ครอบคลุมร้านอาหารหรือร้านกึ่งสถานบริการ ทั้งที่มีลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกัน
ชัชชาติบอกว่า ต่อจากนี้การตรวจจะไม่ใช่เพียงเดินเข้าไปดูสถานที่ในช่วงที่ร้านยังไม่เปิดให้บริการ เพราะช่วงนั้นร้านอาจอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีลูกค้า ไม่มีโต๊ะหรือสิ่งของวางกีดขวาง ทำให้มองเห็นประตูและอุปกรณ์ความปลอดภัยได้ชัดเจนทั้งหมด แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่ม คือการสุ่มตรวจในช่วงที่ร้านกำลังเปิดให้บริการจริง เพื่อดูว่ามีโต๊ะ เก้าอี้ หรือสิ่งของวางขวางทางหนีไฟหรือไม่ ประตูฉุกเฉินสามารถเปิดได้จริงหรือเปล่า ถังดับเพลิงพร้อมใช้งานหรือไม่ และหากระบบไฟฟ้าถูกตัด ไฟฉุกเฉินจะสามารถทำงานและส่องสว่างได้ทั่วถึงจริงหรือไม่
ชัชชาติยังย้ำว่า การตรวจในสถานการณ์จริงมีความสำคัญมาก เพราะบางแห่งอาจผ่านการตรวจในวันที่สถานที่โล่งและดูเรียบร้อย แต่เมื่อเปิดให้บริการกลับมีการนำโต๊ะหรือของต่าง ๆ ไปตั้งขวางทางออก ทำให้สภาพหน้างานแตกต่างจากวันที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจอย่างสิ้นเชิง
ส่วนกรณีที่สำนักงานเขตเคยทำหนังสือแจ้งตำรวจให้ควบคุมร้านอาหารที่เปิดเกินเวลา ชัชชาติบอกว่า อำนาจตรวจสอบและดำเนินการเรื่องการเปิดเกินเวลาเป็นหน้าที่ของตำรวจ ขณะที่ กทม.จะให้ทุกเขตรวบรวมข้อมูลว่า ในพื้นที่มีสถานบริการ ร้านอาหาร หรือร้านกึ่งสถานบริการใดเปิดเกินเวลาบ้าง ก่อนส่งต่อให้ปลัด กทม.และหน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ โดยให้มีการอัปเดตข้อมูลทุกเดือน
นอกจากนี้ ยังให้รวบรวมเบาะแสเกี่ยวกับธุรกิจที่อาจมีลักษณะผิดปกติ รวมถึงประเด็นทุนสีเทาหรือการจดทะเบียนโดยใช้บุคคลอื่นเป็นตัวแทน แม้ กทม.จะไม่มีอำนาจจับกุมโดยตรง แต่สามารถรวบรวมข้อมูลและส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อได้ กฎหมายที่ กทม.ใช้กำกับดูแลสถานประกอบการหลัก ๆ คือพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งครอบคลุมเรื่องการขออนุญาตสถานประกอบการ สุขอนามัย อาชีวอนามัย รวมถึงวัตถุอันตราย เช่น ถังแก๊ส
หากตรวจพบข้อบกพร่อง เจ้าหน้าที่จะตักเตือนและให้เวลาปรับปรุงประมาณ 15 วัน แต่หากเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ อาจให้เวลา 30–45 วัน โดยต้องดำเนินการตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
ส่วนประเด็นผู้บาดเจ็บที่ครบสิทธิรักษาฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง หรือ UCEP แล้ว และมีบางโรงพยาบาลแจ้งค่าใช้จ่ายจำนวนสูง รวมถึงกรณีผู้ป่วยสัญชาติลาวที่ถูกแจ้งค่ารักษาประมาณ 200,000 บาท ชัชชาติระบุว่า หากเป็นโรงพยาบาลในสังกัด กทม.จะไม่มีปัญหาในลักษณะดังกล่าว แต่หากเป็นโรงพยาบาลเอกชน จะมอบหมายให้ “ทวิดา กมลเวชช” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าไปตรวจสอบและประสานช่วยเหลือต่อไป
ชัชชาติย้ำกับผู้อำนวยการเขตว่า หากพบสถานที่มีความเสี่ยง ต้องกล้าสั่งปิดหรือสั่งหยุดให้ปรับปรุงก่อน เพราะเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน โดยในช่วงนี้ขอให้ผู้อำนวยการเขตออกตรวจและสังเกตการณ์ในช่วงกลางคืนให้มากขึ้น เพื่อดูพฤติกรรมการใช้งานจริงของแต่ละร้าน
หากพบความเสี่ยง ก็ต้องสั่งระงับการใช้งานจนกว่าจะปรับปรุงเรียบร้อย พร้อมย้ำว่า เจ้าหน้าที่ต้องทำงานอย่างเต็มที่และใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนกำลังจับตามองอย่างหนัก
ส่วนกรณีธุรกิจที่อาจมีการใช้บุคคลอื่นเป็นผู้ถือครองหรือจดทะเบียนแทน นายชัชชาติบอกว่า ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะแม้เอกสารอาจถูกต้องตามขั้นตอน แต่หากภาพรวมมีความผิดปกติ เจ้าหน้าที่ก็ควรตั้งข้อสังเกตและตรวจสอบข้อมูลอื่นประกอบด้วย ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว และจะขยายการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่นอีก 5 เขต โดยมีสถานประกอบการอย่างน้อยประมาณ 500–1,000 แห่ง ที่อาจต้องเข้ารับการตรวจสอบเพิ่มเติม



ขณะเดียวกัน พี่สาวของ “สุวิชา ไศลบาท” เจ้าของร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เตรียมเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน พร้อมทนายความส่วนตัว เพื่อเข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้านพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานไปแล้ว 17 ปาก ส่วนใหญ่เป็นพนักงานและเด็กเสิร์ฟของร้าน และยังคงทยอยเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตำรวจที่เกี่ยวข้องยังเตรียมประชุมหารือถึงแนวทางการสอบสวนและการดำเนินคดี เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบว่า มีบุคคลใดต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่
สำหรับอาการของ “สุวิชา ไศลบาท” เจ้าของร้านโรงเบียร์ลาดพร้าว โดยนิธิรุจน์ เจติยาธีรนันท์ ซึ่งเป็นทนายความของร้าน โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เปิดเผยว่า เจ้าของร้านยังคงรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากทางร้านให้เป็นผู้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งเตรียมลงบันทึกประจำวัน กรณีมีญาติผู้เสียชีวิตรายหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในจังหวัดชลบุรี ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นไปแล้วจำนวน 10,200 บาท
สำหรับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทางร้านมีความพร้อมที่จะชดใช้เยียวยาแก่ทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยในส่วนของผู้เสียชีวิต ได้เตรียมเงินค่าฌาปนกิจและเงินช่วยเหลือเบื้องต้นรายละ 10,000 บาท ซึ่งขณะนี้เตรียมเงินไว้เพียงพอสำหรับผู้เสียชีวิต 30 ราย และสามารถติดต่อรับเงินได้ที่ สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน “สำหรับเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินสำรองของทางร้าน ซึ่งเกิดจากการตัดสินใจร่วมกันของครอบครัวเจ้าของร้าน และผู้ที่เกี่ยวข้องประมาณ 4-5 คน แม้ทุกคนจะมีความกังวลเรื่องการถูกดำเนินคดี แต่มีความเห็นตรงกันว่าจะเร่งดำเนินการเยียวยาผู้เสียหายเป็นอันดับแรก



โดยจะจ่ายตามศักยภาพและงบประมาณที่ร้านสามารถดำเนินการได้ในเบื้องต้น ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ ยังต้องมีการหารือรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่ามีเจตนาจะเยียวยาเช่นเดียวกัน พร้อมเปิดให้ญาติผู้เสียหายเดินทางมาติดต่อรับการช่วยเหลือที่ สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน และจะเร่งดำเนินการให้ครบทุกคน”
หลังจากนี้จึงต้องจับตาทั้งผลการสอบสวนทางคดี ผลตรวจข้อเท็จจริงของ กทม. รวมถึงการลงพื้นที่ตรวจร้านอาหารและร้านกึ่งสถานบริการทั่วกรุง ว่าจะเข้มงวดและต่อเนื่องจริงแค่ไหน เพราะสิ่งที่ครอบครัวผู้สูญเสียต้องการ ไม่ใช่เพียงคำสั่งตรวจหลังเกิดเหตุ แต่คือคำตอบที่ชัดเจน ความรับผิดชอบที่ตรงไปตรงมา และมาตรการที่ต้องทำให้ได้จริง เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกค่ะ
#ไฟไหม้โรงเบียร์ #โรงเบียร์ณลาดพร้าว #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #กรุงเทพมหานคร #ทางหนีไฟ #ประตูหนีไฟ #ไฟฉุกเฉิน #ตรวจสถานประกอบการ #ร้านเปิดเกินเวลา #สุวิชาไศลบาท #สนพหลโยธิน #ข่าวสังคม #ล้อมวงเล่า



