Wednesday, 29 July 2026 Login Register
ล้อมวงเล่า ข่าว Exclusive

‘ทราย สมุทร’ น้ำตาคลอ ขอบคุณสังคม หลัง ‘แม่’ ถอนฟ้อง ลั่น ‘พาย สก๊อต’ ต้องถูกดำเนินคดี

ล่าสุด ศาลแพ่งพระโขนงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องคดีที่ “จีรานุช ภิรมย์ภักดี” ยื่นฟ้อง “ทราย สมุทร” หรือ นายสิรณัฐ สก๊อต ในคดีเพิกถอนการให้ หลังฝ่ายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โดยระบุว่าประสงค์จะระงับข้อพิพาทกับจำเลย และฝ่ายจำเลยไม่คัดค้าน ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้อง พร้อมจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ด้านทรายเปิดใจหลังออกจากศาล ย้ำว่ายังไม่กล้าใช้คำว่า “ชนะ” เพราะชีวิตยังไม่มีบ้าน ไม่มีความมั่นคง และยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องรอความชัดเจน พร้อมขอบคุณสังคมทั้งน้ำตา ที่ให้ความเป็นครอบครัวกับเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

           ตามกันต่อค่ะ สำหรับมหากาพย์ครอบครัวของ “ทราย สมุทร” หรือ นายสิรณัฐ สก๊อต นักอนุรักษ์ธรรมชาติชื่อดัง ที่ก่อนหน้านี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ หลังมีข้อพิพาทภายในครอบครัว ที่ “จีรานุช ภิรมย์ภักดี” ซึ่งเป็นคุณแม่ของทราย ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งพระโขนง ในคดีเรื่องเพิกถอนการให้ ก่อนหน้านี้ ศาลแพ่งพระโขนงได้นัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดการเจรจาก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยศาลให้ทั้งสองฝ่ายไปดำเนินการไกล่เกลี่ยกันเองนอกรอบ และให้กลับมาแถลงต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีครั้งที่ 1

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ “จีรานุช ภิรมย์ภักดี” แม่ของ “ทราย สมุทร” ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งพระโขนง เพื่อขอถอนฟ้องคดีเพิกถอนการให้ที่ยื่นฟ้องทราย โดยระบุว่า ต้องการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาพูดคุย และหาทางออกร่วมกันในฐานะแม่และลูก

ล่าสุดวันนี้ ที่ศาลแพ่งพระโขนง ศาลได้นัดพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ พ 101/2569 ระหว่าง จีรานุช ภิรมย์ภักดี เป็นโจทก์ กับ นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ “ทราย สมุทร” เป็นจำเลย ในคดีเรื่องเพิกถอนการให้ ภายหลังการไกล่เกลี่ยเสร็จสิ้น อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย “ทราย สมุทร” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อ โดย อ.ปานเทพบอกว่า วันนี้เป็นคดีความระหว่างคุณทราย สมุทร กับฝ่ายโจทก์ ซึ่งก็คือคุณแม่ โดยวันนี้คุณแม่ไม่ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง แต่มีตัวแทนผู้รับมอบอำนาจมาแทน อ.ปานเทพบอกว่า ทนายฝ่ายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย โดยอ้างว่าประสงค์จะประนีประนอม เนื่องจากเป็นเรื่องของคนในครอบครัว เป็นเรื่องภายใน และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับคุณทรายในคดีนี้อีก เมื่อฝ่ายจำเลยไม่ได้คัดค้าน ศาลจึงเห็นสมควรให้ถอนฟ้อง และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

อ.ปานเทพยังบอกอีกว่า คดีนี้ทางฝ่ายของทรายได้ยื่นคำให้การทั้งหมดไปให้ทั้งศาลและฝ่ายโจทก์แล้ว ซึ่งหมายความว่าฝ่ายโจทก์ได้เห็นข้อความทั้งหมดแล้ว ทั้งแนวทางการต่อสู้ในประเด็นเรื่องอายุความ เรื่องที่ดิน และคำให้การทั้งหมดของคุณทราย ซึ่งนายปานเทพมองว่า หลังจากฝ่ายโจทก์ได้เห็นคำให้การและแนวทางต่อสู้ทุกกรณี จึงนำไปสู่การถอนฟ้องในวันนี้

ขณะที่ทางด้าน “ทราย สมุทร” เปิดใจว่า วันนี้เขาไม่อยากพูดถึงคุณแม่ เพราะสิ่งที่เห็นชัดที่สุดในวันนี้ คือเขาต้องขอบคุณทุกคนในสังคม ทรายบอกว่า วันนี้เขามีพ่อ ๆ แม่ ๆ มีพี่น้องทั่วประเทศ และขอบคุณที่ทุกคนเอาทรายเข้าไปอยู่ในใจ ทรายยืนยันว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ เกิดขึ้นเพราะทุกคน ไม่ใช่เพราะจิตสำนึก หรือการเปลี่ยนแปลงของหัวใจใคร แต่มันคือความรักของทุกคนที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ พร้อมบอกว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยน และปัจจัยที่เปลี่ยนไปก็คือ “สังคม”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้จะมีการนัดพูดคุยเรื่องการแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไร ทรายบอกว่า วันนี้เขายังไม่กล้าใช้คำว่า “เราชนะ” เพราะมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอยู่แล้ว พร้อมยืนยันว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่เนรคุณ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เขามองว่าเป็นการคุกคามเพิ่มเติม ทรายบอกว่า การที่อีกฝ่ายถอนฟ้องในวันนี้ เท่ากับว่าเขาไม่ได้ถูกทำร้ายเพิ่ม แต่เรื่องอื่น ๆ ที่พาเขามาถึงจุดนี้ยังคงอยู่ แม้จะมีการถอนฟ้องแล้ว แต่ชีวิตของทรายก็ยังพังอยู่ดี เพราะตอนนี้เขายังไม่มีบ้าน ยังไม่มีความแน่นอน หรือความมั่นคงในชีวิตตัวเอง แม้เขาจะไม่มีปัญหาในการหาเลี้ยงตัวเอง แต่เขามองว่านี่ไม่ใช่ชีวิตที่ยุติธรรมอย่างที่คุณตาคงหวังไว้ หรือเป็นสิ่งที่คนหนึ่งคนควรจะได้รับ เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเยียวยา หรือความยุติธรรมในเรื่องนี้เลย

นอกจากนี้ ทรายยังบอกว่า เบื้องต้นยังไม่มีการนัดคุยกันชัดเจนในส่วนของการคืนทรัพย์สิน และความจริงแล้วเขาก็รู้เรื่องการถอนฟ้องจากสื่อ ส่วนเรื่องมรดก ทรายกล่าวว่า ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากคุณแม่ แต่ส่วนตัวมองว่า เรื่องมรดกเป็นเพียงหนึ่งอย่างของความไม่ยุติธรรมเท่านั้น โดยเรื่องหลักที่ใหญ่ที่สุดในมุมของเขาคือเรื่อง “พาย” ซึ่งทรายบอกว่า ต้องถูกดำเนินคดี ชีวิตของเขาไม่สามารถสรุปจากแถลงการณ์ของอีกฝ่ายได้เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าสังคมไม่ได้รับรู้เรื่องของเขา ชีวิตของเขาจะพังพินาศขนาดไหน ตอนนี้หลายคนอาจยังไม่เห็นวี่แววความยุติธรรม ทั้งเรื่องของพาย และเรื่องชีวิตที่เขามองว่าคู่ควรจะได้รับ
ส่วนการแจ้งความในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับพายนั้น ตอนนี้กำลังเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ส่วนจะใช้สิทธิแจ้งความแบบใด ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาวิธีการ

ทรายยังพูดถึงความรู้สึกตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา โดยบอกว่า หากทางครอบครัวจะมีการนัดพูดคุย ก็อยากให้มีการนัดในเร็ว ๆ นี้ เพราะเขาออกมาสู้กับเรื่องนี้มา 2 เดือนเต็ม และมองว่านี่ไม่ใช่การใช้ชีวิตที่คู่ควรกับมนุษย์คนหนึ่ง ไม่อยากให้สังคมคิดว่า การที่อีกฝ่ายออกแถลงการณ์แล้วจะช่วยเขาได้ทั้งหมด เพราะเขาถูกปล่อยให้รับมือกับความไม่แน่นอนมาตลอด 2 เดือน แถมยังถูกคนในบริษัทโจมตี สำหรับผู้ชายคนหนึ่ง เขาอาจดูเข้มแข็ง แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตไม่ได้ยาก หรือไม่ได้ลำบากที่ต้องรับมือกับเรื่องแบบนี้ ทรายย้ำว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบหรือไม่จบ เพราะสิ่งที่เห็นยังเป็นเพียงคำพูด แต่การกระทำคนยังไม่ได้เห็น และสิ่งที่เขาอยากเห็นคือ อยากให้เรื่องนี้รีบจบเมื่อถูกถามถึงเรื่องสภาครอบครัว ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียหรือไม่ ทรายบอกว่า ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี เขาจะออกมาเล่าให้ทุกคนฟัง หลังจากได้เข้าไปนั่งประชุมกัน เพราะตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี แต่สิ่งที่เขาต้องการ คืออยากแยกตัวออกมา และอยากใช้ชีวิตของตัวเอง และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า อยากพูดอะไรกับคนในครอบครัวหรือไม่ ทรายตอบว่า อยากถามว่า “ทำไม” ทำไมถึงไม่เคยทำอะไร เขาบอกว่า เขาไม่เคยมองว่าสายเลือดเป็นการแบ่งแยกการแสดงออกของความเป็นมนุษย์ เพราะถ้าคนเราแบ่งแยกเรื่องสายเลือด แล้วทำไมคนในสังคมถึงมาดูแลเขาได้

ทรายตั้งคำถามต่อว่า ทำไมคนที่ไม่เคยรู้จักเขายังเข้าใจเรื่องนี้ได้เร็วและทันที แต่ทำไมคนในครอบครัวถึงไม่ออกมาทำอะไรเลย ทำไมถึงไม่ขอดูหลักฐาน หรือฟังอีกฝ่ายหนึ่งเลย ซึ่งเขาบอกว่าไม่เข้าใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นชีวิตสัตว์หรือชีวิตคน เขาก็พร้อมที่จะเรียกร้องให้เสมอ แต่การที่คนในครอบครัวรู้เรื่องมาสองเดือนแล้ว และยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็เป็นสัญญาณที่เขามองว่าไม่ค่อยดีและค่อนข้างชัดเจนช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ ทรายถึงกับเสียงสั่นและร้องไห้ออกมา พร้อมขอบคุณทุกคนในสังคม โดยบอกว่า สังคมให้เขามากกว่าสิ่งที่เด็กคนหนึ่งจะขอได้ ทุกที่ที่เขาไป มีคนยิ้มให้ มีป้า มีพี่น้อง มีคนที่ต้องการเขา เวลาที่เขาไปเป็นวิทยากร ทุกคนก็ส่งกำลังใจให้ และสิ่งนี้คือสิ่งที่เขาอยากได้มาตลอด นั่นคือ “ความเป็นครอบครัว” ทรายบอกว่า ไม่ว่าต่อจากนี้ผลจะเป็นอย่างไร เขาอยากขอบคุณทุกคนในสังคมที่ทำให้เขามีชีวิตที่ดี

ด้านเบญจมา อภัยวงศ์ ทนายความส่วนตัวของทราย ระบุว่า ในคำร้องที่ฝ่ายทรายยื่นไปนั้น มีพยาน 4 คน และมีหลายประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องอายุความคดี เรื่องโฉนดที่ดิน และคำให้การของคุณทราย ที่บ่งบอกว่าไม่มีพฤติกรรมที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการเนรคุณ นอกจากนี้ ทนายความยังระบุว่า มีหลักฐานทั้งคลิปที่มีการถอดเสียง และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อีกด้วย พร้อมบอกว่า คดีนี้หมดอายุความไปแล้วตั้งแต่ตอนฟ้อง และขอย้ำว่าไม่ต้องกังวลว่าคุณทรายจะถูกฟ้องเรื่องนี้อีกขณะเดียวกัน ศาลยังได้พิจารณาคำร้องขอให้ลงโทษ “นาย ท.” ฐานละเมิดอำนาจศาล กรณีมีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับคดีนี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณาคดี และอาจส่งผลกระทบต่อคู่ความ รวมถึงกระบวนพิจารณาของศาล โดยก่อนหน้านี้ ศาลเคยตักเตือน และมีคำสั่งห้ามไม่ให้ “นาย ท.” นำข้อมูลเกี่ยวกับคดีไปเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์แล้ว แต่ผู้ถูกกล่าวหายังมีพฤติการณ์เผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับคดีผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีก ศาลจึงเห็นสมควรตั้งสำนวนไต่สวน เพื่อพิจารณาว่าการกระทำของนาย ท. เป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่

ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายเรียกนาย ท. มาสอบปากคำตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งเป็นกระบวนการเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่อศาลอย่างเป็นธรรม

เรียกได้ว่า แม้คดีเพิกถอนการให้ระหว่างคุณแม่กับทราย จะถูกถอนฟ้องและจำหน่ายออกจากสารบบความแล้ว แต่ในมุมของทราย เรื่องนี้ยังไม่ใช่จุดจบทั้งหมด เพราะยังมีประเด็นเรื่องทรัพย์สิน ความมั่นคงในชีวิต การเยียวยา และเรื่องอื่น ๆ ที่เขามองว่ายังต้องรอความชัดเจน

โดยก่อนหน้านี้ ทางตระกูลภิรมย์ภักดี ก็ได้ออกหนังสือชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว ระบุถึงการประชุมเพื่อหารือร่วมกันกับ “ทราย สมุทร” หลังวันที่ 8 กรกฎาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหามาตรการเยียวยาร่วมกันในเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ก็ยิ่งทำให้หลายคนจับตาว่า หลังจากคดีเพิกถอนการให้ถูกถอนฟ้องแล้ว การพูดคุยภายในครอบครัวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ จะนำไปสู่การเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ เพราะในมุมของทรายเอง เจ้าตัวก็ย้ำชัดว่า สิ่งที่ต้องการเห็นไม่ใช่เพียงคำพูดหรือแถลงการณ์ แต่คือ “การกระทำ” ที่จะทำให้เรื่องทั้งหมดเดินไปสู่ทางออกจริง ๆ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องคดีความหรือข้อพิพาทในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความรู้สึก ความเป็นธรรม และคำถามสำคัญว่า คนคนหนึ่งควรได้รับการรับฟังและการเยียวยาอย่างไร หลังจากนี้ต้องรอติดตามค่ะว่า การหารือหลังวันที่ 8 กรกฎาคม จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาความสัมพันธ์และความเสียหายที่เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ หรือจะยังมีประเด็นอื่นที่ต้องรอความชัดเจนต่อไป เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ รอติดตามค่ะ

#ทรายสมุทร #สิรณัฐสก๊อต #จีรานุชภิรมย์ภักดี #พายสก๊อต #สุนิษฐ์สก๊อต #ตระกูลภิรมย์ภักดี #ถอนฟ้อง #คดีครอบครัว #เพิกถอนการให้ #ศาลแพ่งพระโขนง #ปานเทพพัวพงษ์พันธ์ #เบญจมาอภัยวงศ์ #ละเมิดอำนาจศาล #ข่าวสังคม #ข่าวโซเชียล #ดราม่าโซเชียล #ล้อมวงเล่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2025 LWL Group. All Rights Reserved.