ชื่อของ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังร้านเจลาโต้ PARAMETER เจอกระแสวิจารณ์ทั้งเรื่องราคา ปริมาณ และวิธีสื่อสารกับลูกค้า แต่ก่อนจะกลายเป็นเจ้าของร้านเจลาโต้ที่กำลังร้อนแรง เขาเคยเป็นพิธีกรและดีเจระดับตัวท็อป เป็นคู่หูคนดังของ “มดดำ คชาภา” รวมถึงเคยมีความรักที่ถูกจับตากับนักร้องสาวรุ่นพี่ “มาช่า วัฒนพานิช” ก่อนหายหน้าไปจากวงการ และกลับมาอีกครั้งกับเส้นทางธุรกิจที่ทุ่มเวลาเรียนรู้นานถึง 5 ปี
กำลังถูกเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ค่ะ สำหรับกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ที่ถูกพูดถึงไปทั่วโซเชียลอีกครั้ง หลังเจ้าตัวกลับมาปรากฏตัวในฐานะเจ้าของร้านเจลาโต้ PARAMETER ก่อนเจอกระแสวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งเรื่องราคา ประเด็นที่ไม่ให้ลูกค้าถ่ายรูปหรือถ่ายคลิประหว่างรับประทานเจลาโต้
แม้ก่อนหน้ากฤษณ์จะออกมาชี้แจงว่า เจลาโต้ของทางร้านใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง มีกระบวนการผลิตที่ละเอียด และเจ้าตัวใช้เวลาศึกษาศาสตร์การทำเจลาโต้จากอิตาลี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นมาหลายปี แต่ดราม่ากลับยิ่งเดือดขึ้น เมื่อเจ้าตัวออกมาโพสต์ถึงมายด์เซ็ตของคนไทย พร้อมตอบกลับความคิดเห็นของชาวเน็ตแบบตรงไปตรงมา จนหลายประโยคถูกแคปไปแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก กระแสจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามว่าไอศกรีมแพงหรือไม่ แต่ลุกลามไปถึงวิธีสื่อสารกับผู้บริโภคและการรับมือกับเสียงวิจารณ์ด้วย
แต่ก่อนที่จะมาเป็นเจ้าของร้านเจลาโต้ที่กำลังถูกจับตา หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า กฤษณ์เคยเป็นหนึ่งในดีเจและพิธีกรระดับแถวหน้าของวงการบันเทิง ปัจจุบันกฤษณ์อายุ 47 ปี โดยกฤษณ์เริ่มทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี จากการถ่ายแบบในนิตยสาร ก่อนมีผลงานละครและภาพยนตร์ตามมา
ต่อมาในปี 2545 กฤษณ์เริ่มต้นเส้นทางดีเจอย่างจริงจัง พร้อมรับหน้าที่พิธีกรรายการเพลงหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ไฟว์ไลฟ์ และ ทีนเซ็นเตอร์ รวมถึงเคยแสดงในภาพยนตร์เรื่อง บุปผาราตรี แต่ผลงานที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือการจัดรายการ แฉแต่เช้า ร่วมกับเพื่อนสนิทอย่าง “มดดำ คชาภา” ทางคลื่น EFM ซึ่งเคมีการพูดคุยและการเล่าข่าวของทั้งคู่ กลายเป็นภาพจำของคนฟังในยุคนั้น
นอกจากนี้ กฤษณ์ยังเคยเป็นพิธีกรให้กับช่องเวิร์คพอยท์อีกหลายรายการ ทั้ง คนอวดผี และ แฟนพันธุ์แท้ ในช่วงแรก ๆ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพิธีกรชายที่มีงานแน่น และมีชื่อเสียงไม่แพ้ดารานักแสดงระดับแถวหน้าของวงการเลยทีเดียว
ส่วนชีวิตรักของกฤษณ์ก็เคยกลายเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการบันเทิงค่ะ โดยเฉพาะช่วงที่เจ้าตัวคบหาดูใจกับ “มาช่า วัฒนพานิช” ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นอีกหนึ่งคู่รักคนดังที่แฟน ๆ เชียร์กันหนักมาก และหลายคนยังลุ้นอยากเห็นทั้งคู่ลงเอยถึงขั้นแต่งงานกัน
กระทั่งช่วงปี 2553 มาช่าออกมายอมรับว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จบลงแล้วจริง พร้อมพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องเงินและกระแสข่าวบุคคลที่สาม โดยระบุว่า กฤษณ์เคยยืมเงินหลายล้านบาท รวมถึงยืมโฉนดที่ดินมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาทไปใช้ทำธุรกิจ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในหน้าข่าวบันเทิงทันที
ต่อมากฤษณ์เปิดแถลงข่าว ยอมรับว่าเคยยืมเงินจริง แต่ยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาโกง ส่วนข่าวเรื่องผู้หญิงก็ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง พร้อมชี้ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เลิกรากัน มาจากทั้งคู่ไม่มีเวลาให้กัน เพราะต่างคนต่างทำงานหนัก จากนั้นมาช่าและกฤษณ์ได้ออกมาแถลงข่าวร่วมกันอีกครั้ง โดยยืนยันว่า แม้จะยุติความสัมพันธ์ในฐานะคนรัก แต่ยังคงมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้มีการโกงหรือนอกใจตามที่หลายคนเข้าใจ และมาช่ายังนำโฉนดที่ดินตัวจริงมาแสดง เพื่อยืนยันว่าทรัพย์สินไม่ได้สูญหายไปตามกระแสข่าว
ขณะเดียวกัน เพลง “ผู้ชายห่วย ๆ” ของมาช่า ซึ่งกำลังโด่งดังในช่วงนั้น ก็ถูกหลายคนนำไปโยงกับความรักครั้งนี้อย่างหนัก แม้มาช่าจะไม่เคยออกมายืนยันว่าเพลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกฤษณ์โดยตรงก็ตาม และเมื่อชื่อของ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งจากดราม่าธุรกิจเจลาโต้ เรื่องราวความรักกับมาช่าเมื่อหลายปีก่อน จึงถูกชาวเน็ตย้อนกลับมาพูดถึงอีกระลอกค่ะ
หลังจากอยู่หน้ากล้องมายาวนาน บทบาทพิธีกรของกฤษณ์เริ่มลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของวงการ และมีพิธีกรรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น เจ้าตัวจึงค่อย ๆ เฟดตัวจากงานเบื้องหน้า หันไปทำงานด้านการบริหารและธุรกิจส่วนตัว ก่อนจะหายหน้าไปจากวงการบันเทิงอย่างเงียบ ๆ ถึงขั้นลบภาพออกจากอินสตาแกรม จนหลายคนสงสัยว่าอดีตพิธีกรชื่อดังหายไปทำอะไรอยู่ที่ไหน
กระทั่งกฤษณ์กลับมาเปิดใจผ่านรายการ แฉ อีกครั้งว่า ช่วงหนึ่งเขาทำงานหนักมาก มีรายการโทรทัศน์แทบทุกวัน แต่เมื่อทำงานหน้ากล้องมานานก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัว จนมาถึงช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่งานด้านบันเทิงต้องหยุดลง และบริษัทโปรดักชันของตัวเองก็ต้องยุติการดำเนินงาน เหตุการณ์นั้นจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้เขาตัดสินใจเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ในชีวิต
จากเดิมที่เริ่มต้นเรียนทำขนม กฤษณ์ได้รู้จักกับศาสตร์การทำเจลาโต้ และเกิดความสนใจอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจเดินทางไปศึกษาถึงประเทศอิตาลี โดยช่วงแรกเรียนการทำเจลาโต้แบบโมเดิร์นประมาณ 1 ปี แต่เมื่อได้รู้จักเจลาโต้แบบคลาสสิก เขากลับรู้สึกชื่นชอบมากกว่า จึงเปลี่ยนสายไปเรียนรูปแบบดังกล่าวต่ออีก 4 ปี รวมเวลาที่เจ้าตัวระบุว่าใช้ศึกษาและฝึกฝนประมาณ 5 ปี ก่อนกลับมาเปิดร้าน PARAMETER ที่ประเทศไทย
การกลับมาครั้งนี้ทำให้หลายคนฮือฮาตั้งแต่รูปลักษณ์ของกฤษณ์ ที่แทบไม่เปลี่ยนไปจากในอดีต จนถูกแซวว่าหน้าเหมือนถูกหยุดเวลาเอาไว้ ขณะที่บางมุมยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับพระเอกชื่อดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” แต่สิ่งที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ยิ่งกว่าหน้าตา ก็คือราคาและแนวคิดในการนำเสนอเจลาโต้ของทางร้าน
กฤษณ์ยืนยันมาตลอดว่า ราคาที่สูงกว่าร้านทั่วไปมาจากคุณภาพวัตถุดิบ ต้นทุน และเนื้อสัมผัสแบบ Ultra Smooth ที่เจ้าตัวใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา พร้อมมองว่าของที่มีความพิเศษและทำได้ยากย่อมมีราคาสูงตามคุณภาพ แต่เมื่อคำอธิบายดังกล่าวมาพร้อมถ้อยคำตอบโต้ชาวเน็ตแบบไม่แผ่ว จากเรื่องเจลาโต้จึงกลายเป็นดราม่าใหญ่ที่ทำให้ทั้งชื่อของร้านและประวัติของเจ้าของถูกขุดกลับมาพูดถึงอีกครั้ง
เรียกได้ว่า จากอดีตเด็กหนุ่มที่เข้าวงการตั้งแต่อายุ 14 ปี ผ่านทั้งงานแสดง งานดีเจ งานพิธีกรระดับตัวท็อป รวมถึงชีวิตรักที่เคยอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ วันนี้กฤษณ์กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในบทบาทเจ้าของธุรกิจที่เชื่อมั่นในสินค้าของตัวเองอย่างเต็มที่
แต่สุดท้ายแล้ว เจลาโต้ที่เจ้าตัวทุ่มเทเวลาเรียนรู้นานถึง 5 ปี จะสามารถพิสูจน์ตัวเองด้วยรสชาติและคุณภาพได้หรือไม่ หรือกระแสวิจารณ์เรื่องราคาและวิธีสื่อสารจะกลบความตั้งใจทั้งหมดเอาไว้ เรื่องนี้คงต้องให้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสินแล้วค่ะ

#กฤษณ์ศรีภูมิเศรษฐ์ #PARAMETER #เจลาโต้ #ดราม่าเจลาโต้ #มาช่าวัฒนพานิช #มดดำคชาภา #แฉแต่เช้า #คนอวดผี #แฟนพันธุ์แท้ #ข่าวบันเทิง #ดราม่าโซเชียล #ล้อมวงเล่า



